ต่อสัญญา “โค้ชวัง”! วิเคราะห์อนาคตทีมชาติไทย U23 หลังศึกเอเชีย สู่เส้นทางใหม่ในปี 2026 | ไทยฟุตบอล

โดย 猜亚·颂巴山 (Chaiya Sombatsan)
สรุปข่าวสำคัญ: แม้ผลงานในศึกเอเชียนคัพ U23 2026 จะไม่เป็นดังหวัง โดย “ช้างศึก U23” ตกรอบแบ่งกลุ่มด้วยการเก็บได้เพียง 2 คะแนน ตามสถิติที่เผยแพร่ แต่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ (FAT) ได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาว ด้วยการประกาศต่อสัญญา “ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล” หรือ “โค้ชวัง” ในตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย U23 ต่อไปจนถึง มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่นาโงย่า ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2026 ตามการประกาศอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงปิดฉากบทเรียนจากซาอุดีอาระเบีย แต่เป็นการเปิดประตูสู่ “ปีแห่งการพัฒนาใหม่” ที่มีเป้าหมายใหญ่กว่าการแข่งขันรายการเดียว บทความนี้จะเจาะลึกเหตุผลเบื้องหลังการต่อสัญญา วิเคราะห์กำลังหลักและความหวังใหม่ พร้อมชี้ให้เห็นแผนพัฒนาที่ต้องจับตาในปี 2026 นี้
1. ทำไมต้องเป็น “โค้ชวัง”? – การประเมินที่มองไกลกว่าผลงานระยะสั้น
การที่ FAT ตัดสินใจมอบความเชื่อมั่นให้โค้ชธวัชชัยต่อเนื่อง แม้ผลงานในเอเชียนคัพจะไม่สดใส เป็นการยืนยันนโยบายที่มองการพัฒนาผู้เล่นรุ่นเยาว์เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ไม่ใช่การวัดผลจากทัวร์นาเมนต์เดียว
ยอมรับความจริง แต่มองไปข้างหน้า
โค้ชธวัชชัยแสดงความเป็นผู้นำด้วยการรับผิดชอบต่อผลงานโดยตรง หลังจบเกมกับจีน โดยกล่าวว่า “วันนี้แพ้ ก็ต้องโทษที่ตัวผม เพราะผมเป็นโค้ช วางแท็กติก…” ตามที่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ การยอมรับผิดนี้ตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมการโยนความผิดให้ผู้เล่น และสะท้อนทัศนคติที่พร้อมจะเรียนรู้และปรับปรุง
ก่อนหน้านั้น ในช่วงเตรียมทีมสำหรับซีเกมส์ 2025 โค้ชธวัชชัยก็ได้พูดถึงความท้าทายอันซับซ้อนของการทำงานกับทีมเยาวชน นั่นคือ การประสานงานกับสโมสร เพื่อให้ได้ตัวผู้เล่นมาทำงานเต็มที่ ตามรายงานข่าวการเปิดแคมป์ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการฟุตบอลไทย แต่การที่โค้ชพูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในข้อจำกัดและความพยายามที่จะทำงานภายใต้เงื่อนไขที่มี
การเตรียมตัวเชิงลึกสำหรับศึกใหญ่
ข้อมูลจากผู้ช่วยโค้ช โชคทวี พรหมรัตน์ เผยให้เห็นว่าโค้ชชิ่งสตาฟไม่ได้เข้าสู่การแข่งขันอย่างเลินเล่อ โดยระบุว่าได้ “วิเคราะห์หลายชาติที่เราต้องเจอ” และเน้นการปรับปรุงความฟิตของนักเตะเพื่อให้ทันกับระดับทีมเอเชีย ตามการเปิดเผยในบทวิเคราะห์ การจับสลากตกอยู่ในโถ 3 พบกับออสเตรเลีย อิรัก และจีน ถือเป็น “3 เกมที่หนักในรอบแบ่งกลุ่ม” อย่างแท้จริง ตามการประเมินดังกล่าว การต่อสัญญาจึงอาจมองได้ว่าเป็นการให้โอกาสโค้ชชิ่งทีมที่ผ่านการเรียนรู้จากสนามจริงระดับสูงแล้ว ได้นำบทเรียนเหล่านั้นไปพัฒนาต่อในรอบใหม่
2. กำลังคนแห่งอนาคต: ใครคือเสาหลัก ใครคือตัวแปรสำคัญ?

การจะก้าวผ่านปี 2026 ได้ ทีม U23 ต้องมีทั้ง “แกนหลักที่เชื่อถือได้” จากรุ่นปัจจุบัน และ “ความหวังใหม่ที่สร้างความแตกต่าง” สำหรับอนาคต
สรุปกำลังคนหลักของ U23 ปี 2026
| กลุ่มผู้เล่น | ตัวอย่างชื่อ | จุดเด่น/บทบาท |
|---|---|---|
| แกนหลักจากรุ่นปัจจุบัน | อุสมา, Nathan James, วิสันต์ | ร่างกายแข็งแกร่ง, ศักยภาพสูง, ความมั่นคงในเกมรับ |
| ความหวังใหม่จากลีกไทย | กกาน่า คำยอก, ชาติมงคล ทองกิริ | ทักษะเฉพาะตัว, ได้รับการประเมินสูงจากในประเทศ |
| นักเตะลูกครึ่งเป้าหมาย (ตัวแปรสำคัญ) | Caelan Ryan, Mees Eppink, Liam Mahachai Kallmann | เติบโตในระบบยุโรป, ศักยภาพระดับสูง, อาจเป็น ‘เกมเปลี่ยน’ |
เสียงจากแฟนบอล สู่การันตีคุณภาพ
หลังจบเอเชียนคัพ ชุมชนออนไลน์อย่าง Pantip กลับให้การชื่นชมนักเตะหลายรายอย่างน่าสนใจ ซึ่งสอดคล้องกับสายตาของผู้ติดตามอย่างเรา จากการอภิปรายในกระทู้แฟนบอล:
- อุสมา (Usama): “รูปร่างดีมาก… ช็อตเจอ ออส ที่น้องขึ้นไปยิงแทบไม่ค่อยเห็นจากแบ๊คไทย” – ความสามารถในการยิงไกลและร่างกายแข็งแกร่งคือจุดเด่นที่พัฒนาต่อได้อีกมาก
- Nathan James: “พลาดทำเสียจุดโทษแต่โดยรวมถือว่าทำได้ดี ด้วยอายุ รูปร่างคือพัฒนาไปได้อีก” – แม้มีข้อผิดพลาด แต่ศักยภาพทางกายภาพและอายุยังน้อยทำให้เป็นความหวังในแนวรับ
- Vision: “นิ่งมาก… นี่คืออนาคตของไทยอย่างแท้จริง” – การเล่นที่มั่นคงและเย็นชาในเกมรับ ทำให้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ยังมีนักเตะที่โค้ชให้ความสำคัญตั้งแต่ช่วงเตรียมซีเกมส์ อย่าง กกาน่า คำยอก จากเมืองทอง ยูไนเต็ด หรือ ชาติมงคล ทองกิริ กองกลางดาวรุ่งที่เพิ่งเซ็นสัญญาระยะยาวกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และถูกประเมินโดยเอเยนต์ว่าเป็น “สิ่งที่อาจจะเป็นกองกลางเยาวชนที่ดีที่สุดในประเทศไทยในวันนี้” ตามประกาศของบริษัทจัดการนักฟุตบอล นักเตะเหล่านี้คือรากฐานที่โค้ชวังจะต้องต่อยอด
ตัวแปรสำคัญ: “สงครามล่าตัว” นักเตะลูกครึ่งไทย
นี่คือหัวข้อที่สร้างความตื่นเต้นและคำถามมากที่สุดในวงการ แฟนบอลสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของ ทีม U23 อินโดนีเซีย อย่างชัดเจน หลังนำนักเตะลูกครึ่งที่เล่นในยุโรป อย่าง Nathan Tjoe-A-On (สวอนซี ซิตี้) หรือ Ivar Jenner ลงสนาม จนสามารถ “คุมเกมเหนือกว่าเกาหลีใต้” ได้ ตามการวิเคราะห์เปรียบเทียบในชุมชนออนไลน์ มันเป็นบทพิสูจน์ว่านักเตะที่เติบโตในระบบยุโรปสามารถสร้างความแตกต่างในระดับเอเชียได้
ขณะเดียวกัน ฝั่งไทยก็ไม่นิ่งนอนใจ โค้ชยูกิ (ทีม U20) และ มาดามแป้ง (ประธาน FAT) กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อรวบรวมนักเตะลูกครึ่งไทยที่มีศักยภาพสูงกลับมาสวมเสื้อช้างศึก ตามที่ปรากฏในประเด็นร้อน รายชื่อที่ถูกพูดถึงในหมู่แฟนบอลรวมถึง:
- Caelan Ryan (Port Vale)
- Mees Eppink (FC Utrecht)
- Liam Mahachai Kallmann (Hammarby)
- Adrian Skogmar (Malmo FF)
- Erawan Garnier (Lyon)
- Fynn Braun (Karlsruher SC)
- Lucas Turrell (Boston United)
การประเมินจากแฟนบอลระบุว่า นักเตะกลุ่มนี้ “มีระดับเกรดสูงหลายคน ฝีเท้าดีกว่านักเตะทีมชาติไทยชุดใหญ่ปัจจุบัน” หากความพยายามนี้สัมฤทธิ์ผล นักเตะลูกครึ่งอาจมีสัดส่วนถึงครึ่งทีมใน U20 และส่งต่อพลังมาสู่ U23 ได้ในอนาคตอันใกล้ นี่คือ “เกมเปลี่ยน” ที่อาจกำหนดอนาคตของฟุตบอลไทยรุ่นเยาว์ในปี 2026 และหลังจากนั้น
3. ภารกิจปี 2026: ตั้งหลักใหม่ สู่เป้าหมายเอเชียนเกมส์

ด้วยการต่อสัญญาที่ผูกเป้าหมายกับ เอเชียนเกมส์ 2026 ตามการยืนยันจากช่องทางหลัก โปรแกรมของทีม U23 ในปีนี้จึงต้องมีทิศทางที่ชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน
เป้าหมายหลัก: โชว์ฟอร์มในนาโงย่า
เอเชียนเกมส์คือเวทีใหญ่ที่โค้ชวังและทีมงานต้องทำให้ได้ดีกว่าในเอเชียนคัพ นั่นหมายความว่าจากนี้จนถึงช่วงแข่งขัน (ปกติประมาณกันยายน-ตุลาคม 2026) ทีมต้องมีเวลาเตรียมตัวและสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้น
สนามซ้อมใหญ่: ใช้ลีกในประเทศให้เป็นประโยชน์
แทนที่จะมองหาเพียงนัดอุ่นเครื่องระหว่างประเทศ โค้ชวังและสตาฟสามารถใช้ “PEA U-21 ยูธลีก 2025” (ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่าง ก.ย. – ธ.ค. 2025) ตามตารางการแข่งขันในเว็บไซต์ FAT เป็นสนามสังเกตการณ์และทดสอบผู้เล่นรายใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม นี่คือโอกาสทองที่จะเห็นนักเตะจากหลายสโมสรแข่งขันกันภายใต้ระบบที่ใกล้เคียงกัน
ชี้แจงข้อเท็จจริง: กับข่าวลือ “ขาดแข้งหลัก”
ในช่วงก่อนเอเชียนคัพ มีข่าวหัวข้อน่าตกใจว่า “ด่วน! เปิดรายชื่อ ทีมชาติไทย U-23… ขาดแข้งหลักหลายราย” ตามที่ปรากฏในวิดีโอข่าว ในยุคข้อมูลข่าวสารที่สับสน การยืนยันข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวหลักเป็นสิ่งจำเป็น
ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย (FAT) ได้ประกาศรายชื่อ 23 คนสุดท้ายสำหรับเอเชียนคัพ U23 2026 ไปแล้ว ตามรายงานข่าวจากสื่อหลัก การที่รายชื่ออาจขาดนักเตะบางคนที่แฟนบอลคาดหวัง สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งสภาพการบาดเจ็บ นโยบายของสโมสร หรือการตัดสินใจของโค้ชชิ่งทีมที่มองเห็นความเหมาะสมในขณะนั้น การเลือกผู้เล่นย่อมมีเหตุผลเชิงเทคนิคเสมอ ซึ่งเราควรให้ความสำคัญกับข้อมูลทางการมากกว่าข่าวลือ
ความท้าทายที่ยังคงอยู่
โค้ชวังและทีมงานยังต้องเผชิญกับความท้าทายเดิมๆ ได้แก่ การแข่งขันกันระหว่างตารางนัดของสโมสรในไทยลีกและตารางฝึกซ้อมของทีมชาติ ตามที่ระบุในรายงานข่าว รวมถึงการหาช่องว่างให้นักเตะรุ่นนี้ได้สะสมประสบการณ์ในสนามระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
สรุป: ปี 2026 คือปีแห่งการ “รีเซ็ตและเร่งพัฒนา”
การเดินทางของทีมชาติไทย U23 ในปี 2026 นี้ เริ่มต้นด้วยการยอมรับบทเรียนจากความล้มเหลว แต่ปิดท้ายด้วยการกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ที่ชัดเจน การต่อสัญญาโค้ชวังคือการบอกว่า FAT เลือกเส้นทางของการ “พัฒนาอย่างต่อเนื่อง” มากกว่าการ “เปลี่ยนเพื่อหวังผลทันที”
ภารกิจหลักคือการสร้างทีมที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับเอเชียนเกมส์ โดยมีแกนหลักจากรุ่นปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้ความหวังใหม่ ทั้งจากลีกเยาวชนในประเทศและจากนักเตะลูกครึ่งในยุโรป ได้เข้ามาเติมเต็มศักยภาพของทีม
การจะผ่านปี 2026 ไปได้ด้วยดี ต้องอาศัยทั้งการวางแผนที่รอบคอบของโค้ชชิ่งทีม การสนับสนุนที่เข้าใจกระบวนการจากสโมสร และที่สำคัญที่สุดคือ ความอดทนและความเชื่อมั่นจากแฟนบอลทุกคน
About the Author: 猜亚·颂巴山 (Chaiya Sombatsan) is a dedicated chronicler of Thai football, having spent a decade on the touchlines of the Thai League. He believes every heartbeat of Thai football deserves to be faithfully recorded and passionately shared, serving as the bridge between the pitch and the fans.
ติดตามความเคลื่อนไหวของทีมชาติไทยรุ่น U23 และข่าวสารนักเตะลูกครึ่งไทยได้อย่างต่อเนื่องที่หมวดหมู่ รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ของไทยฟุตบอลดอทออร์ก พร้อมวิเคราะห์เจาะลึกทุกประเด็นร้อน
คุณคิดว่าใครคือนักเตะรุ่น U23 ที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2026 นี้? แบ่งปันความเห็นของคุณด้านล่างได้เลย!