บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ: มุมมองต่อทีมชาติไทย U23 ในปี 2026

30 มกราคม 2026

Silhouette of a football manager standing on the sidelines of a green pitch during golden hour, looking towards the field, professional and strategic mood.

Close-up portrait of a determined young Asian football player, sweat glistening on skin, intense gaze, blurred stadium lights in the background.

A heroic huddle of football players in navy blue national jerseys under intense stadium floodlights at night, creating a powerful team spirit atmosphere.

ควันหลงจากซาอุฯ สู่บทเรียนแห่งอนาคต: บทวิเคราะห์เจาะลึกทีมชาติไทย U23 ปี 2026 | ไทยฟุตบอลเสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้นที่สนามในซาอุดีอาระเบีย ภาพที่เห็นคือนักเตะไทย U23 หลายคนทรุดตัวลงกับพื้นหญ้า หลังเสมอจีน 0-0 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม เอเอฟซี อันเดอร์-23 เอเชียน คัพ 2026 ความรู้สึกที่ผสมปนเประหว่างความภูมิใจในเกมรับที่แน่นหนา กับความคับข้องใจที่ได้เพียง 2 แต้มจากการเสมออิรักและจีน แพ้ให้ออสเตรเลียเพียงนัดเดียว แต่ก็เพียงพอที่จะจบเส้นทาง สำหรับผม 猜亚·颂巴山 ผู้ที่เดินทางไปสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันในครั้งนี้โดยตรง นี่ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ที่ต้องตรงไปตรงมาและลึกซึ้ง เพื่อไขหัวใจของ “ช้างศึก U23” รุ่นนี้ และมองไปข้างหน้าอย่างมีหวังสรุปผลงานช้างศึก U23 ในศึกเอเชียนคัพ 2026: ทีมชาติไทยตกรอบแบ่งกลุ่มในอันดับที่ 4 ของกลุ่ม D ด้วยผลงานเสมอ 2 นัดและแพ้ 1 นัด เก็บได้ 2 คะแนนจากการเสมออิรัก 1-1 และเสมอจีน 0-0 ขณะที่พ่ายออสเตรเลียไปอย่างน่าเสียดาย 1-2 โดยยิงรวมได้ 2 ประตูและเสียไป 3 ประตู แม้ภาพรวมจะแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างเกมรับที่แข็งแกร่งและสปิริตนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้จนนาทีสุดท้าย แต่การขาดความเด็ดขาดในเขตโทษและความต่อเนื่องของสมาธิในช่วงท้ายเกม คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทัพช้างศึกไม่สามารถก้าวข้ามผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้ผลงานโดยสรุปคือ ตกรอบแบ่งกลุ่ม อยู่ในอันดับ 4 ของกลุ่ม D ด้วยสถิติ 2 เสมอ 1 แพ้ ได้ 2 ประตูเสีย 3 แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ คือเรื่องราวของความแข็งแกร่งที่เริ่มก่อร่าง ความอ่อนเยาว์ที่ต้องผ่านบทเรียน และคำถามใหญ่เกี่ยวกับ “ความต่อเนื่อง” ที่วงการฟุตบอลไทยต้องตอบให้ได้กำแพงกลุ่มมรณะ: การเผชิญหน้าความเป็นจริงในระดับเอเชียการตกอยู่ในกลุ่ม D ร่วมกับออสเตรเลีย (ทีมระดับท็อปของโซน) อิรัก (แชมป์เก่าที่แข็งแกร่งเสมอ) และจีน (ทีมที่กำลังฟื้นตัว) ถือเป็นการจับสลากที่โหดเหี้ยมตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม การแสดงของทีมไทยกลับทิ้งร่องรอยของศักยภาพไว้ให้วิเคราะห์คู่แข่งขันผลการแข่งขันผู้ทำประตู (ทีมชาติไทย)ออสเตรเลียแพ้ 1-2สิทธา บุญหล้า อิรักเสมอ 1-1ชินวัตร พลยะวงศ์ จีนเสมอ 0-0-เกมรับที่แข็งแกร่ง แต่ขาดความเฉียบคมสุดท้าย: ระบบการเล่นของ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ให้ความสำคัญกับความ compact ของทีมและการกดดันเป็นกลุ่มเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ทีมเสียประตูเพียง 3 ลูกใน 3 นัด ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่านับถือเมื่อเทียบกับคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักอยู่ที่ “วินัยใน 10 นาทีสุดท้าย” ของแต่ละครึ่งเวลา ประตูที่เสียให้ออสเตรเลียทั้งสองลูก เกิดขึ้นในนาทีที่ 36 และนาทีที่ 82 นี่สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาความจดจ่อ (concentration) ในจังหวะที่ความกดดันและความเหนื่อยล้าสูงสุด ซึ่งเป็นบทเรียนที่ต้องจารึกไว้ในสมองของนักเตะรุ่นนี้ทุกคนการได้แต้มจากอิรัก: สิ่งมีค่าที่มากกว่า 1 แต้ม: การเสมออิรัก 1-1 ด้วยประตูตีเสมอในนาทีสุดท้ายของ ชินวัตร พลยะวงศ์ ไม่ใช่แค่การได้ 1 แต้ม แต่เป็นการพิสูจน์จิตวิญญาณนักสู้ “ไม่ยอมตายง่ายๆ” ของทีมไทย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ประเมินค่าเป็นตัวเลขไม่ได้ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน กองหน้าทีมชาติไทยในอดีต ยังให้ความเห็นหลังเกมนี้ว่า เป็นแต้มที่มีค่าและสำคัญต่อโอกาสในการผ่านเข้ารอบ มันแสดงให้เห็นว่าเมื่อทีมเล่นด้วยความเชื่อมั่นและไม่เกรงกลัว แม้จะเป็นคู่แข่งรายใหญ่ก็สามารถสร้างปัญหาได้ความท้าทายในการสร้างโอกาส: สถิติได้เพียง 2 ประตูใน 3 นัด ชี้ชัดถึงปัญหาการจบสกอร์ การครองบอลและการเลื่อนบอลจากกลางสนามไปสู่แนวรุกทำได้ดีในบางจังหวะ โดยเฉพาะในเกมพบจีน แต่การตัดสินใจในช็อตสุดท้ายและการเคลื่อนที่ในกรอบ 6 หลามักขาดความเด็ดขาดและสร้างสรรค์ นี่คือช่องว่างระหว่าง “การครองเกม” กับ “การชนะเกม” ที่ต้องได้รับการเติมเต็มเพชรในตม: สิทธา, ชินวัตร และการสืบทอดความหวังแม้ผลงานโดยรวมจะไม่เป็นดังหวัง แต่การแข่งขันครั้งนี้ก็เป็นเวทีที่ทำให้ “เพชร” บางเม็ดเปล่งประกายออกมา นี่คือจุดที่ความหวังของฟุตบอลไทยยังส่องแสงสิทธา บุญหล้า: นักเตะที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถยืนในระดับนี้ได้: การยิงประตูเปิดตัวในนัดแรกพบออสเตรเลีย เป็นการประกาศศักดาอย่างหนักแน่น มันไม่ใช่แค่การทำประตู แต่เป็นการทำประตูในเกมที่ทีมตามหลังและต้องการกำลังใจ สิทธาแสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณของกองหน้าที่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและเย็นยะเยือกเมื่อได้โอกาส นี่คือคุณสมบัติของกองหน้าทีมชาติชุดใหญ่ในอนาคตชินวัตร พลยะวงศ์: ตัวแทนแห่งจิตวิญญาณ “Super Sub”: การลงมาเป็นตัวสำรองและยิงประตูตีเสมออิรักในนาทีที่ 90 ทำให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ยอมแพ้ บทบาทของเขาเป็นเครื่องยืนยันว่าความลึกของสต็อกผู้เล่นและตัวเลือกจากม้านั่งสำรองมีความสำคัญเพียงใดในทัวร์นาเมนต์ที่การแข่งขันเข้มข้นมาตรฐานใหม่จากตำนาน: เมื่อพูดถึงกองหน้าทีมชาติ มาตรฐานสูงสุดที่เรามักนึกถึงคือ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ตำนานผู้ทำ 71 ประตูจากการลงเล่น 134 นัดให้ทีมชาติชุดใหญ่ สำหรับสิทธา, ชินวัตร และเพื่อนๆ นี่คือเป้าหมายระยะยาวที่ต้องมุ่งไปให้ถึง การจะก้าวไปสู่ระดับนั้นได้ พวกเขาไม่เพียงต้องทำประตู แต่ต้องทำประตูในเกมใหญ่ ภายใต้ความกดดันสูง และทำอย่างต่อเนื่อง นี่คือบทเรียนที่ได้จากซาอุฯ และเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ในลีกและทัวร์นาเมนต์ต่อๆ ไป8 อัญมณีแห่งไทยลีก: แกนหลักสู่โอลิมปิก 2028ทีม U23 ชุดนี้คือสะพานเชื่อมสำคัญ และการเตรียมการสำหรับการคัดเลือกโอลิมปิก 2028 ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีนี้ สายตาต้องมองไปที่กลุ่มดาวรุ่งในไทยลีก ฤดูกาล 2025-26 ที่จะมาเติมเลือดใหม่และสร้างความแข็งแกร่ง การบูรณาการข้อมูลและการติดตามพัฒนาการของเยาวชนตั้งแต่ระดับ U17 ขึ้นมาจนถึง U23 เป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่วงการฟุตบอลไทยต้องทำให้ดีขึ้นการมีข้อมูลแยกส่วนของแต่ละรุ่นอายุเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ “โรดแมป” ที่ชัดเจนซึ่งเชื่อมโยงพัฒนาการของเด็กอายุ 17 ปี สู่การเป็นนักเตะทีมชาติ U23 และชุดใหญ่ในที่สุด นักเตะที่เติบโตจากลีกรอง เช่น ไทยลีก 3 มักมีคุณสมบัติเฉพาะตัวคือความกระหายเลือด ความอดทน และความพยายามที่จะพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีสำหรับทีมชาติ การสอดส่องและดึงนักเตะกลุ่มนี้ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างความลึกและความหลากหลายให้กับทีมในอนาคตการคัดเลือกผู้เล่นไม่ควรมองแค่ความสามารถในปัจจุบัน แต่ต้องดูศักยภาพในการพัฒนา ความสามารถในการปรับตัวกับแทคติกต่างๆ และที่สำคัญคือ “ความคิดอ่านในสนาม” ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้จากการได้ลงเล่นในลีกอย่างต่อเนื่องวิกฤตความต่อเนื่อง: วงจรอุบาทว์ที่ต้องตัดหนึ่งในประเด็นร้อนที่สุดหลังการตกรอบคืออนาคตของ “โค้ชวัง” และสตาฟฟ์โค้ช สำหรับผม ประเด็นนี้สำคัญกว่าผลการแข่งขันในสนามเสียอีกการสูญเสีย “ผู้ช่วย” ที่สำคัญ: การที่ สุธี สุขสมกิจ อดีตนักเตะทีมชาติที่มีประสบการณ์การเล่นในต่างประเทศระดับสูง ต้องถอนตัวออกจากสตาฟฟ์โค้ชก่อนการแข่งขันด้วยเหตุผลส่วนตัว เป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่ประเมินค่าไม่ได้ สุธีสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างแนวคิดสมัยใหม่กับบริบทของฟุตบอลไทยได้ การขาดเขาไปย่อมส่งผลต่อกระบวนการเตรียมทีมคำถามต่อ “โค้ชวัง” และวัฒนธรรมการเปลี่ยนโค้ช: เป็นเรื่องธรรมชาติที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จะตามมาหลังทีมตกรอบ แต่ก่อนที่ใครจะเรียกร้องให้เปลี่ยนโค้ช เราต้องถามตัวเองก่อนว่า นี่คือทางออกที่ถูกต้องหรือไม่? วงการฟุตบอลไทยมี “วงจรอุบาทว์” ของการเปลี่ยนโค้ชเกือบทุกครั้งที่ผลงานไม่เป็นดั่งใจ ซึ่งเป็นการทำลาย “ความต่อเนื่อง” ของแนวคิดการพัฒนาและความเข้าใจระหว่างโค้ชกับผู้เล่นเจ วารปุต จากไทยรัฐสปอร์ต ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญจากการตกรอบครั้งนี้ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมทีม การคัดเลือกผู้เล่น และการปรับตัวของสตาฟฟ์โค้ชสำหรับทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในอนาคต เช่น เอเชียนเกมส์ และการคัดเลือกโอลิมปิก คำถามไม่ใช่ “จะเปลี่ยนโค้ชหรือไม่” แต่คือ “เราจะสนับสนุนและปรับปรุงระบบการทำงานที่มีอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร”ความต่อเนื่องคืออาวุธลับ: ทีมชาติชั้นนำของโลกส่วนใหญ่ให้เวลากับโค้ชในการสร้างผลงานและพัฒนาทีมเป็นระยะเวลาหลายปี แนวคิดและระบบการเล่นต้องใช้เวลาในการปลูกฝัง การที่โค้ชได้ทำงานกับกลุ่มผู้เล่นรุ่นเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ U19 ถึง U23 และขึ้นสู่ชุดใหญ่ จะสร้างความเข้าใจในระบบการเล่นที่ไร้รอยต่อ นี่คือ “ความต่อเนื่อง” ที่เราขาดแคลนและควรค่าแก่การลงทุนมากที่สุดบทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ: สร้าง “วิถีไทย” ที่ยั่งยืน หยุดเปรียบเทียบควันหลงจากซาอุดีอาระเบียควรนำเราไปสู่การคิดอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การตำหนิจากอารมณ์ชั่ววูบเลิกเปรียบเทียบกับยุโรป เริ่มสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง: วลีเช่น “ต้องเล่นแบบทีมในพรีเมียร์ลีก” หรือ “ต้องแข็งแกร่งแบบเยอรมัน” เป็นวาทกรรมที่สร้างความสับสนมากกว่าความชัดเจน ฟุตบอลไทยมีจุดแข็งของตัวเอง เช่น ความคล่องตัว ความเร็วในการเปลี่ยนจังหวะ การเล่นบอลสั้นแบบติดเท้า และจิตวิญญาณการต่อสู้ หน้าที่ของโค้ชและผู้พัฒนาทีมคือการต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็นระบบการเล่นที่มีประสิทธิภาพในระดับเอเชีย เราไม่จำเป็นต้องเป็นใคร เราแค่ต้องเป็น “เวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเอง”โรดแมปที่ชัดเจนสู่ปี 2028: การแข่งขัน U23 เอเชียน คัพ 2026 จบลงแล้ว แต่เส้นทางสู่โอลิมปิก 2028 เพิ่งจะเริ่มต้น ทีมชุดนี้และผู้เล่นอีกหลายคนที่ยังไม่ได้มาในครั้งนี้ คือกำลังหลักในรอบคัดเลือกโอลิมปิกที่กำลังจะมาถึง สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และสตาฟฟ์โค้ช ต้องร่วมกันวางแผนการเก็บตัว การเฝ้าดูผู้เล่น การจัดเกมกระชับมิตรที่ได้มาตรฐาน และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของนักเตะทั้งในด้านทักษะและจิตใจบทบาทของแฟนบอล: การสนับสนุนที่ยั่งยืน: ในฐานะแฟนบอลสายเลือดแท้ การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น แต่การ “ทิ้ง” หรือตัดสินทีมและผู้เล่นจากผลงานในทัวร์นาเมนต์เดียวเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ความเชื่อมั่นและกำลังใจจากแฟนบอลคือแรงผลักดันที่ทรงพลัง นักเตะรุ่นนี้ยัง年轻 พวกเขาต้องการการสนับสนุนในวันที่ชนะ และที่สำคัญไม่แพ้กัน ในวันที่พวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดเสียงนกหวีดที่ซาอุดีอาระเบียอาจเป็นเสียงสิ้นสุดของความหวังในการคว้าแชมป์เอเชียปี 2026 แต่สำหรับผม มันคือเสียงสัญญาณเริ่มต้นของบทใหม่ บทแห่งการวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา การเรียนรู้จากความผิดพลาด และการรวมพลังกันเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับฟุตบอลไทย รุ่น U23 ชุดนี้แสดงให้เห็นทั้งแสงสว่างและเงามืด และนั่นคือข้อมูลที่มีค่าที่สุดสำหรับการก้าวต่อไปถนนสู่ปี 2028 เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีนี้ การพัฒนานักเตะในไทยลีก การสร้างความต่อเนื่องในสตาฟฟ์โค้ช และการวางแผนระยะยาวคือกุญแจสำคัญ เรามาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนี้ เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจและติดตามพัฒนาการของพวกเขาอย่างใกล้ชิดคลิกที่นี่เพื่ออ่านบทวิเคราะห์เจาะลึกสถิติผู้เล่นไทย U23 และติดตามข่าวสารการพัฒนาทีมชาติรุ่นอายุต่างๆ ล่าสุด >>เกี่ยวกับผู้เขียน: 猜亚·颂巴山 (Chaiya Sombatsan) เคยเป็นผู้สื่อข่าวภาคสนามติดตามทัพช้างศึกในรายการชิงแชมป์อาเซียนและเอเชียนคัพ มีประสบการณ์รายงานสดจากขอบสนามไทยลีกมานานกว่าสิบปี ปัจจุบันมุ่งมั่นนำเสนอเนื้อหาฟุตบอลไทยที่รวดเร็วและลึกซึ้งที่สุดสำหรับแฟนบอลชาวไทยทุกคน

สมศักดิ์ ดีพร้อม

ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์สถิติฟุตบอลไทย เจาะลึกข้อมูลเชิงตัวเลขของผู้เล่นและทีมเพื่อเผยแพร่บทวิเคราะห์ที่แม่นยำและเป็นประโยชน์ต่อแฟนบอลและโค้ช

สารบัญในหน้านี้

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

บทความล่าสุด