เปรียบเทียบอันดับทีมชาติไทย: แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2020-2026

26 มกราคม 2026

หกปีแห่งการเต้นของหัวใจ: อันดับโลกทีมชาติไทย 2020-2026 กับรหัสลับที่ซ่อนอยู่

A dynamic and vibrant illustration depicting the thrilling 6-year journey of the Thai national team's FIFA World Ranking from 2020 to 2026.

สวัสดีครับแฟนบอลไทยทุกท่าน ผม “ชัยยะ สมบัติสันต์” กลับมาพบกันอีกครั้ง

คำตอบสั้นๆ สำหรับคำถามใหญ่: แม้ทีมชาติไทยจะไต่อันดับโลกมาอยู่อันดับ 96 และเป็นทีมอันดับ 1 ของอาเซียนในปี 2026 จากการสะสมคะแนนในเกมระดับภูมิภาคและเฟรนด์ลี แต่ความล้มเหลวในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกเกิดจาก ‘อาการบ้านแตก’ สถิติเก็บแต้มในราชมังคลาที่แย่ที่สุดในรอบ 3 สมัย และปัญหาความไม่ต่อเนื่องทางแทคติกจากการเปลี่ยนโค้ชบ่อย ความสำเร็จในภูมิภาคกับความล้มเหลวในเวทีโลกจึงเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

หลังจากที่ผมเพิ่งนั่งไล่เรียงข้อมูลทุกอย่างของทีมชาติไทย ตั้งแต่ปี 2020 จนถึงวันนี้ในปี 2026 ใจของผมรู้สึกเหมือนเพิ่งดูเกมดวลจุดโทษในช่วงต่อเวลาพิเศษจบลง – ตื่นเต้น หัวใจเต้นแรง และเต็มไปด้วยคำถามมากมาย

เพราะตัวเลขอันดับโลกที่เราเห็นกัน มันไม่ใช่แค่สถิติที่ขึ้นลง แต่มันคือ “แผนภูมิหัวใจ (EKG) ระยะ 6 ปี” ของฟุตบอลไทย มันบันทึกทุกจังหวะการเต้นที่แรงขึ้น ทุกครั้งที่หัวใจสั่นระรัว และทุกช่วงที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่ง วันนี้ เราจะไม่พูดแค่อันดับ แต่เราจะถอดรหัสความหมายของทุกการเต้นของหัวใจนี้ไปด้วยกัน


บทนำ: เสียงหวีดนกหวีดสุดท้าย กับคำถามที่ไร้คำตอบ

“เสียงนกหวีดดังขึ้น… เกมจบลงด้วยความเงียบงันในราชมังคลากีฬาสถาน”

นั่นคือภาพในคืนวันที่ทีมชาติไทยพ่ายแพ้ต่อเกาหลีใต้ 0-3 ในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก รอบที่ 2 ความหวังที่จะได้ไปต่อดับสลายลงอย่างสิ้นเชิง แต่ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลอันดับโลกฟีฟ่าล่าสุดกลับบอกเราว่า ไทยกำลังเป็นทีมอันดับ 1 ของอาเซียน ตามการจัดอันดับที่แฟนบอลในกลุ่มWeAreASEANFootball ติดตามกัน

ความขัดแย้งนี้คืออะไร? ทำไมเราถึงล้มเหลวในสนามที่สำคัญที่สุด แต่กลับดูดีในตารางอันดับ? นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางย้อนเวลา เพื่อดูว่าแผนภูมิหัวใจของเราในหกปีที่ผ่านมา บอกอะไรเราบ้าง

(ภาพประกอบ: แผนภูมิเส้นอันดับโลกทีมชาติไทย ตั้งแต่ปี 2020-2026 แสดงจุดสำคัญต่างๆ)


ส่วนที่ 1: แผนภูมิ 6 ปี – การแบ่งช่วงเวลาและการเติบโตที่ซับซ้อน

ลองจินตนาการถึงแผนภูมิเส้นที่แสดงอันดับโลกของเรา หากเราดูจากจุดข้อมูลสำคัญ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าทีมชาติไทยเดินทางผ่าน 3 ยุคสมัยใหญ่ๆ:

สรุป 3 ยุคสมัยของทีมชาติไทย (2020-2026)

ช่วงเวลาผู้จัดการทีมผลงานสำคัญอันดับโลก (จุดสำคัญ)หมายเหตุ
2020 – พ.ย. 2023อเล็กซานเดอร์ “มาโน่” โพลกิ้งคว้าแชมป์อาเซียน 2 สมัย (2020, 2022)ต.ค. 2022: อันดับ 111เป็นราชาในภูมิภาค แต่คะแนนฟีฟ่าจากการแข่งขันระดับนี้ไม่สูงพอ
พ.ย. 2023 – ต.ค. 2025มาซาทาดะ อิชิอิชนะเกมแรกในเอเชียนคัพ 2023; ตกรอบคัดเลือกโลก รอบ 2ต.ค. 2025: ประมาณอันดับ 110 กว่าๆเกิด ‘อาการบ้านแตก’ สถิติเก็บแต้มในบ้านแย่ที่สุดในรอบ 3 สมัย
ต.ค. 2025 – ม.ค. 2026แอนโธนี ฮัดสันเริ่มต้นยุคใหม่ เน้นผู้เล่นอาวุโสเป็นแกนนำม.ค. 2026: อันดับ 96 (อันดับ 1 อาเซียน)ไต่ขึ้นสู่ Top 100 ของโลกอีกครั้ง สร้างความภูมิใจให้แฟนบอล

1. ยุคของ “มาโน่ โพลกิ้ง” (2020 – พ.ย. 2023): ราชาแห่งอาเซียน แต่ติดหล่มในอันดับโลก

  • ผลงานเด่น: โพลกิ้งคือผู้ที่นำความสำเร็จกลับคืนมาให้แฟนบอลไทย ด้วยการคว้าแชมป์ อาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 2 สมัยติด (2020 และ 2022) ตามที่สื่อธุรกิจรายงาน นี่คือความสำเร็จที่สร้างความภูมิใจและความมั่นใจได้อย่างมหาศาล
  • ความจริงของอันดับโลก: อย่างไรก็ตาม ชัยชนะในระดับภูมิภาคให้คะแนนฟีฟ่าไม่สูงนัก ส่งผลให้อันดับโลกของเรายังคง ติดอยู่ในโซนอันดับ 110 กว่าๆ อย่างต่อเนื่อง (ธ.ค. 2020: อันดับ 111, ธ.ค. 2021: อันดับ 115, ต.ค. 2022: อันดับ 111) ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากข้อมูลอันดับโลกอย่างเป็นทางการ เราเป็น “ราชาในบ้าน” แต่ชื่อเสียงยังไม่ก้องไกลไปถึงเวทีโลก

2. ยุคของ “มาซาทาดะ อิชิอิ” (พ.ย. 2023 – ต.ค. 2025): การทดลองแทคติก และ “อาการบ้านแตก” ที่ราชมังคลา

  • การบ้านที่แก้ไม่ตก: อิชิอิเข้ามาพร้อมเป้าหมายชัดเจนคือพาทีมเข้ารอบคัดเลือกฟุตบอลโลก รอบที่ 3 แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ความไม่มั่นคงของแนวรับ นักวิเคราะห์จากไทยพีบีเอสชี้ว่า ใน 5 เกมก่อนหน้านั้น เขาสลับคู่เซ็นเตอร์แบ็กถึง 5 คู่ และเสียประตูไป 6 ลูกใน 3 เกมสุดท้าย ตามการวิเคราะห์เชิงลึก นี่คือจุดอ่อนที่ถูกตีแตก
  • สถิติที่น่าตกใจ: ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ “อาการบ้านแตก” อย่างแท้จริง ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2026 รอบที่ 2 เราเล่นในบ้าน 3 นัด แต่เก็บได้เพียง 3 แต้ม (ชนะ 1 แพ้ 2) เท่านั้น นี่คือ สถิติการเก็บแต้มในบ้านที่แย่ที่สุดในรอบ 3 สมัย (2018: 7 แต้ม, 2022: 5 แต้ม, 2026: 3 แต้ม) แม้เราจะเป็น ทีมอาเซียนเดียวที่ชนะในเกมแรกของเอเชียนคัพ 2023 ตามรายงานข่าวกีฬา แต่ความล้มเหลวในเกมใหญ่ที่สุดก็ทำให้เส้นทางของอิชิอิต้องจบลง

3. ยุคของ “แอนโธนี ฮัดสัน” และความหวังใหม่ (ต.ค. 2025 – ม.ค. 2026): การเริ่มต้นใหม่และความ “ภูมิใจ” ชั่วขณะ

  • ปรัชญาใหม่: ฮัดสันเข้ามาพร้อมแนวคิดชัดเจน เขาเน้นการมี ผู้เล่นอาวุโส อย่าง ธีรศิลป์, ธีราทร และสารัช ในแคมป์ เพื่อเป็นตัวอย่างและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับดาวรุ่ง ตามที่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยแถลง เขาตั้งเป้าหมายระยะสั้นคือการผ่านเข้ารอบเอเชียนคัพ 2027
  • ความ “ภูมิใจ” ของแฟนบอล: และแล้ว ในช่วงต้นปี 2026 ความหวังก็มาพร้อมกับตัวเลข อันดับโลกที่กระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 96 และนำหน้าคู่แข่งอาเซียนทั้งหมด (เวียดนาม #108, มาเลเซีย #121, อินโดนีเซีย #122) ก่อนหน้านั้น แฟนบอลในพันทิปเคยเฮลั่นเมื่อทีมขยับขึ้น 12 อันดับมาอยู่ที่ 101 และหวังจะกลับสู่ Top 100 ของโลกอีกครั้ง ตามการพูดคุยในชุมชนออนไลน์ นี่คือความรู้สึก “ภูมิใจ” (Vanity) ในระดับภูมิภาคที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากความล้มเหลวครั้งใหญ่

ส่วนที่ 2: การวินิจฉัยลึก – สาเหตุแห่งความผันผวนของ “แผนภูมิหัวใจ”

A silhouette of a coach analyzing a complex football tactics board, representing the deep strategic diagnosis behind the team's performance fluctuations.

แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้แผนภูมิหัวใจของเรามีทั้งขาขึ้นที่ช้าและขาลงที่รวดเร็ว? มาวินิจฉัยกัน

อาการที่ 1: “บ้าน” ที่ไม่ใช่ “ที่พึ่ง” อีกต่อไป

นี่คืออาการที่น่าวิตกที่สุด ทำไม “ราชมังคลา” จากที่เคยเป็นป้อมปราการ กลับกลายเป็นสนามที่เราทำคะแนนได้น้อยลงทุกครั้ง? เป็นเพราะแรงกดดันจากความคาดหวังของแฟนบอลที่สูงลิ่ว? หรือเพราะแทคติกของเราถูกทีมระดับเอเชียศึกษาจนแตก? การที่เราแพ้จีนและเกาหลีใต้ในบ้านแบบขาดลอย ชี้ให้เห็นว่าเราไม่เพียงแค่พัฒนาไม่ทัน แต่กำลังถูกทิ้งห่างในเกมรับและเกมรุก

อาการที่ 2: “สมอง” ที่เปลี่ยนไปทุก 2 ปี

ในระยะเวลาเพียง 11 ปี เราเปลี่ยนกุนซือหลักมาแล้วถึง 6 คน ตามการวิเคราะห์สถานการณ์ เป้าหมายของสมาคมฟุตบอลฯ ชัดเจนตามที่ “มาดามแป้ง” ระบุ: ใช้ “วิทยาศาสตร์และข้อมูล” เป็นเกณฑ์ และ KPI สูงสุดคือ “เข้ารอบคัดเลือกฟุตบอลโลก รอบที่ 3” หากทำไม่ได้ การเปลี่ยนโค้ชคือ “เรื่องปกติของวงการฟุตบอล”

แต่ความ “ปกติ” นี้ส่งผลร้าย การที่ผู้เล่นต้องปรับตัวกับระบบใหม่ทุก 2 ปี ทำให้ขาด ความต่อเนื่องทางแทคติก และไม่สามารถสร้างอัตลักษณ์การเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ได้ยาวนาน ความสับสนในเกมรับของยุคอิชิอิคือหลักฐานชิ้นสำคัญ แฟนบอลจำนวนหนึ่งยังแสดงความไม่เข้าใจต่อการปลดอิชิอิผ่านคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย

อาการที่ 3: ความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนผ่านรุ่น

การที่ “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย กองหน้าตัวเก๋าประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2025 ตามข่าวกีฬา เป็นสัญลักษณ์ของการจากไปของดาวเด็ดในยุคหนึ่ง คำถามคือ ดาวรุ่งรุ่นใหม่พร้อมจะก้าวขึ้นมาแทนที่หรือไม่? ธีรเทพ เองยังเคยแสดงความกังวลว่า โควตาต่างชาติในไทยลีกที่ “ราคาแพง” ทำให้โค้ชทีมสโมสรต้องเลือกใช้พวกเขาก่อนเสมอ ซึ่งอาจกระทบต่อโอกาสในการพัฒนาของนักเตะไทย ตามมุมมองเชิงลึก หากนักเตะไทยขาดการลงสนามในลีกคุณภาพสูง พวกเขาจะมีประสบการณ์พอไปสู้ในระดับทีมชาติได้อย่างไร?


ส่วนที่ 3: กระจกสะท้อนจากอาเซียน และจังหวะการเต้นของหัวใจในอนาคต

A heroic shot of a Thai national football player standing tall and proud, symbolizing Thailand's position as the top-ranked ASEAN team.

มองไปรอบข้าง: เรา “นำ” จริงหรือ?

ต้องยอมรับว่า การที่ไทยอยู่อันดับ 96 ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียรั้งอันดับ 108 และ 122 นั้น ให้ความรู้สึกที่ดีไม่น้อย มันคือความ “ภูมิใจ” ที่วัดได้

แต่เราต้องตระหนักว่า การนำในวันนี้ ไม่ได้การันตีการนำในวันหน้า เวียดนามมีทีมเยาวชนที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด อินโดนีเซียก็ลงทุนกับลูกครึ่งและโครงสร้างอย่างจริงจัง การที่เรายังติดอยู่ในกับดักของการเปลี่ยนโค้ชและปัญหาการพัฒนาผู้เล่น อาจทำให้เราเสียตำแหน่ง “จ่าฝูงอาเซียน” นี้ไปในไม่ช้า

มองไปข้างหน้า: จังหวะต่อไปของหัวใจจะเป็นอย่างไร? (หลังปี 2026)

อนาคตของแผนภูมิหัวใจลูกนี้ ขึ้นอยู่กับคำตอบของ 3 คำถามใหญ่:

  1. แอนโธนี ฮัดสัน จะสามารถสร้างระบบการเล่นที่มั่นคงและต่อเนื่องได้หรือไม่? แนวคิดการผสมผสานระหว่างผู้เล่นอาวุโสและดาวรุ่งของเขาจะได้ผลแค่ไหน?
  2. ทีมชาติจะสามารถ รักษา “บ้าน” ให้กลับมาเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ได้อีกครั้งหรือไม่? โดยเฉพาะในศึกเอเชียนคัพ 2027 รอบคัดเลือก
  3. นักเตะรุ่นใหม่ จะสามารถก้าวขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างที่ดาวเด็ดในอดีตทิ้งไว้ และรับไม้ต่อจากรุ่นพี่ได้ทันเวลาหรือไม่?

บทส่งท้าย: สนับสนุนหัวใจดวงเดิม ด้วยความหวังใหม่

แฟนบอลไทยทุกท่าน เราเคยมีช่วงเวลาที่หัวใจของฟุตบอลไทยเต้นแรงและก้องกังวาน จนสามารถไต่ขึ้นไปถึง อันดับ 43 ของโลก ได้ในอดีต นั่นคือจิตวิญญาณแห่งการไม่ยอมแพ้ที่ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กัปตันและผู้ทำประตูสูงสุดของทีมชาติ เคยเป็นตัวแทน ซึ่งคุณสามารถอ่านประวัติและสถิติของนักเตะตำนานเหล่านี้ได้ในฐานข้อมูลนักเตะไทย

แผนภูมิหัวใจในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา บอกเราทั้งเรื่องดีและเรื่องที่ต้องปรับปรุง มันมีทั้งความภูมิใจและความเจ็บปวด แต่หัวใจดวงนี้ยังเต้นอยู่ และมันต้องการการสนับสนุนจากพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะในยามที่มันเต้นแรงด้วยชัยชนะ หรือในยามที่มันสั่นระรัวด้วยความผิดหวัง

อัปเดตล่าสุด (ม.ค. 2026): ไทยรั้งอันดับ 96 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน ตามข้อมูลฟีฟ่าล่าสุดจากเว็บไซต์ FIFA อย่างเป็นทางการ ติดตามการอัปเดตอันดับรายเดือนได้ในซีรีส์พิเศษของเรา


>>> คลิกที่นี่เพื่อดู “แผนภูมิหัวใจ 6 ปีแห่งฟุตบอลไทย” แบบอินเตอร์แอคทีฟฉบับเต็ม พร้อมข้อมูลละเอียดทุกจุด转折 <<<

และ ติดตามเราที่นี่ เพื่อรับการอัปเดตและวิเคราะห์เชิงลึกในซีรีส์ “ติดตามอันดับอาเซียน” ทุกเดือน เพราะการเข้าใจการเต้นของหัวใจฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการติดตามทุกจังหวะการเต้นของมัน

ชัยยะ สมบัติสันต์
ผู้บันทึกทุกจังหวะการเต้นของฟุตบอลไทย


About the Author: ชัยยะ สมบัติสันต์ (Chaiya Sombatsan) เป็นผู้สื่อข่าวกีฬาที่มีประสบการณ์ติดตามทีมชาติไทยในสนามแข่งขันระดับอาเซียนและเอเชียมากว่า 10 ปี ปัจจุบันมุ่งมั่นนำเสนอเนื้อหาฟุตบอลไทยที่ลึกซึ้งและทันเหตุการณ์ที่สุดสำหรับแฟนบอลชาวไทย คุณสามารถอ่านประวัติและผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่หน้าเกี่ยวกับเรา


หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นจากข้อมูล ณ วันที่ 25 มกราคม 2026 อันดับโลกอาจมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากวันที่เผยแพร่ คุณสามารถติดตามสถิติการแข่งขันทีมชาติไทยเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สถิติฟุตบอลโลก และเว็บไซต์ World Football

พิมพ์ชนก วัฒนา

นักข่าวฟุตบอลผู้ติดตามนักเตะไทยในต่างแดนอย่างใกล้ชิด นำเสนอข่าวสารและบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจากเวทีระดับโลก พร้อมวิเคราะห์ฟอร์มการเล่นของแข้งไทย

สารบัญในหน้านี้

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

บทความล่าสุด