สถิติการพบกัน: ไทย vs จีนไทเป และ ไทย vs ฟิจิ ใครเหนือกว่าในปี 2026

5 กุมภาพันธ์ 2026

สถิติเผชิญหน้า 2026: ไทยเหนือกว่า ‘จีนไทเป’ ชัดเจน ‘ฟิจิ’ ยังเป็นปริศนา | โดย ชัยยะ สมบัติสันต์

ภาพรวมสรุป

เมื่อนาฬิกาแห่งวงการฟุตบอลเดินทางมาถึงปี 2026 การประเมินขีดความสามารถของทีมชาติไทยในเวทีระดับภูมิภาคและโลก จำเป็นต้องมี “ไม้บรรทัด” ที่ชัดเจน และหนึ่งในไม้บรรทัดที่สำคัญที่สุดก็คือประวัติการเผชิญหน้ากับคู่แข่งโดยตรง สำหรับแฟนบอลไทยที่กำลังตั้งคำถามว่า “ในปี 2026 นี้ ไทยเหนือกว่า จีนไทเป และ ฟิจิ จริงหรือไม่?” บทความนี้จะนำเสนอคำตอบที่ชัดเจนผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกของสถิติการพบกันทั้งหมด ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงการแข่งขันล่าสุดในปี 2025 โดยในฐานะผู้สื่อข่าวที่ตามติดทีมชาติไทยมานานกว่า 10 ปี ผมจะพาทุกท่านย้อนดูเส้นทางที่เราเคยผ่านมา ทั้งความขมขื่นในอดีตและความหวังที่สุกสว่างในปัจจุบัน เพื่อสรุปให้เห็นภาพว่าในปี 2026 นี้ เราแข็งแกร่งกว่าใคร และเรายังต้องระวังภัยจากทิศทางใดบ้าง

จีนไทเป: จากคู่ปรับเก่าแก่สู่การก้าวข้ามผ่านที่ชัดเจน

สถิติโดยรวมและประวัติศาสตร์ที่ซ่อนความขมขื่น

หากดูสถิติรวมทั้งหมด 13 ครั้ง ไทยเรามีผลงานชนะ 7 เสมอ 2 และแพ้ 4 นัด ทำประตูได้ 21 ลูก เสีย 19 ลูก ตัวเลขนี้ดูเหมือนจะบอกว่าไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้สถิติรวมคือ เรื่องราวของการพลิกผันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราย้อนดูรายงานการแข่งขันในอดีตจากแหล่งข้อมูลอย่าง RSSSF จะพบว่าในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะทศวรรษ 1960 และ 1970 จีนไทเปคือคู่แข่งที่สร้างความยากลำบากให้กับเราไม่น้อย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการแข่งขันใน “งานฉลองวันชาติเวียดนามใต้” (Quoc Khanh Tournament) เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 1974 ซึ่งไทยพ่ายแพ้ให้กับจีนไทเป 2-3 ในสนามกลางของประเทศเวียดนามใต้ นี่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าในยุคที่ฟุตบอลอาชีพของไทยยังไม่เฟื่องฟู จีนไทเปคือคู่แข่งที่เท่าเทียมหรืออาจเหนือกว่าในบางจังหวะ

แม้ในยุคต่อมาไทยจะเริ่มมีผลงานที่ดีขึ้น เช่น การคว้าแชมป์ทัวร์นาเมนต์สามชาติในไต้หวันเมื่อปี 1971 แต่ภาพลักษณ์ของจีนไทเปในฐานะคู่แข่งที่ “ไม่ใช่ของง่าย” ก็ยังคงฝังแน่นในความคิดของวงการฟุตบอลไทยมาจนถึงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง

เสียงระฆังเตือน: ความประมาทในเกมกระชับมิตร

การพัฒนาของฟุตบอลไทยที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องดูเหมือนจะทำให้ช่องว่างระหว่างเรากับจีนไทเปห่างออกไป แต่ประวัติศาสตร์ก็สอนเราว่าความประมาทย่อมนำมาซึ่งบทเรียนเสมอ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในเกมกระชับมิตรสองนัดติดต่อกันเมื่อไม่นานมานี้

ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2022 ไทยซึ่งลงสนามด้วยผู้เล่นหลายรายที่กำลังทดสอบฟอร์ม พ่ายแพ้ให้กับจีนไทเปไปอย่างน่าตกใจ 0-1 จากนั้นในวันที่ 16 มิถุนายน 2023 ทั้งสองทีมพบกันอีกครั้ง และผลคือการเสมอ 2-2 แม้จะเป็นเกมทดสอบผู้เล่น แต่ผลการแข่งขันสองนัดนี้ก็เปรียบเสมือน “เสียงระฆังเตือน” ที่ดังสนั่น ว่าจีนไทเปยังคงมีความสามารถที่จะสร้างปัญหาให้กับเราได้ หากเราไม่ได้ลงสนามด้วยความตั้งใจเต็มที่หรือด้วยทีมชุดหลักที่แข็งแกร่งที่สุด ผลสองเกมนี้ถูกบันทึกไว้ในสถิติการพบกัน 6 นัดล่าสุด ซึ่งไทยมีสถิติ 4 ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ และนั่นหมายความว่า 1 ในความพ่ายแพ้และ 1 ในความเสมอนั้น เกิดขึ้นในเกมกระชับมิตรปี 2022-2023 นี่เอง

การประกาศศักดาในศึกสำคัญ: การปิดฉากคำถามด้วยสองนัดในเดือนตุลาคม 2025

และแล้วจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนที่สุดก็มาถึงในเดือนตุลาคม 2025 ในศึกรอบคัดเลือกเอเชียนคัพ 2027 กลุ่ม ดี นี่คือการแข่งขันอย่างเป็นทางการที่ทั้งสองทีมส่งทีมชุดแข็งแกร่งที่สุดลงสนาม และผลลัพธ์ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความแตกต่างของระดับชั้นในปี 2026 นี้ได้เป็นอย่างดี

นัดแรก วันที่ 9 ตุลาคม 2025 (เยือนไต้หวัน): ไทยชนะ 6-1
นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่เป็นการแสดงพลังอย่างถล่มทลาย ธีรศักดิ์ เพียรพิมาย กองหน้าดาวรุ่งจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ฉายแสงด้วยการยิงแฮตทริก ส่วนศุภโชค สารชาติ ผู้เล่นที่ผมติดตามผลงานมาตั้งแต่เขายังสวมเสื้อบุรีรัมย์ ก็โชว์ฟอร์มร้อนแรงด้วย 1 ประตูและ 3 แอสซิสต์ การชนะในสนามเยือนด้วยสกอร์ห่างขนาดนี้ ส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากต่อจีนไทเปและทีมอื่นๆ ในกลุ่ม

นัดที่สอง วันที่ 14 ตุลาคม 2025 (เหย้าที่ไทย): ไทยชนะ 3-0
เพียง 5 วันต่อมา ทั้งสองทีมพบกันอีกครั้งที่ประเทศไทย และไทยก็ยังคงครองความได้เปรียบอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปิดบัญชีด้วยชัยชนะ 3-0 รวมผลสองนัด ไทยทำประตูรวมได้ 9 ลูก และเสียเพียง 1 ลูก นี่คือการปิดฉากการแข่งขันในกลุ่มด้วยสไตล์ของจ่าฝูงอย่างแท้จริง

โค้ชมาซาทาดะ อิชิอิ ของทีมชาติไทย เน้นย้ำหลังเกมถึงความสำคัญของการพัฒนาด้านการป้องกันและความสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเล่นในหรือนอกบ้าน การวิเคราะห์เกมพบว่า เมื่อจีนไทเปซึ่งเล่นในบ้านพยายามเปิดเกมบุกมาเพื่อหาประตูตอบแทน กลับทำให้เกิดช่องว่างด้านหลังที่กองหน้าความเร็วของไทยอย่างธีรศักดิ์และเพื่อนๆ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ นี่คือหลักฐานของความแตกต่างทั้งในด้านคุณภาพผู้เล่นและความเข้าใจในเกมรุก

สรุป: ทำไมไทยจึงเหนือกว่าในปี 2026?

จากการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ทั้งหมด เราสามารถสรุปเหตุผลที่ไทยเหนือกว่าจีนไทเปในปี 2026 ได้ดังนี้:

  1. พัฒนาการของระบบฟุตบอลอาชีพ: ไทยลีกที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างผู้เล่นที่มีเทคนิคและความเร็วในระดับที่เหนือกว่า ส่งผลให้ทีมชาติมีทรัพยากรบุคคลที่ลึกและหลากหลายกว่า
  2. ความแตกต่างของระดับชั้นที่ชัดเจน: ผลสองนัดในรอบคัดเลือกเอเชียนคัพ 2027 เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เมื่อทั้งคู่ลงสนามด้วยทีมชุดเต็มความแข็งแกร่ง ช่องว่างระหว่างสองทีมมีขนาดใหญ่ จนจีนไทเปไม่สามารถปิดได้
  3. ฟอร์มและความมั่นใจที่แตกต่างกัน: ดูจากฟอร์มล่าสุด 5 นัดของแต่ละทีมก่อนปี 2026 ไทยมีสถิติที่มั่นคงกว่า (ชนะอินเดีย, ชนะฟิจิ แม้จะแพ้ให้กับอิรักและเติร์กเมนิสถาน) ในขณะที่จีนไทเปกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก มีการแพ้ให้กับอินโดนีเซีย 0-6 และแม้แต่ศรีลังกา
  4. อันดับฟีฟ่าที่สะท้อนความต่าง: ณ ต้นปี 2026 ไทยอยู่ในอันดับที่ 96 ของโลก ในขณะที่จีนไทเปร่วงลงไปอยู่ที่อันดับ 173 ช่องว่างอันดับที่กว้างถึง 77 อันดับนี้ เป็นตัวเลขที่สนับสนุนข้อสรุปจากการแข่งขันจริง

กล่าวโดยสรุป ความได้เปรียบของไทยต่อจีนไทเปในปี 2026 เป็นความได้เปรียบที่มาจาก “ระบบ” และ “คุณภาพผู้เล่น” ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องและเหนือกว่าในทุกด้าน การแข่งขันในอนาคตระหว่างสองทีมนี้ จุดสนใจอาจไม่ใช่ผลแพ้ชนะอีกต่อไป แต่จะเป็นว่าไทยจะสามารถรักษาความได้เปรียบนี้ไว้ได้อย่างไร และจะใช้มันเป็นบันไดในการไปสู่การแข่งขันกับทีมระดับสูงขึ้นไปได้แค่ไหน

ฟิจิ: ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์กับความท้าทายจากความ “ไม่รู้”

การพบกันครั้งแรกและครั้งเดียว (จนถึงปี 2026)

ในขณะที่ประวัติศาสตร์กับจีนไทเปยาวเหยียดและเต็มไปด้วยเรื่องราว ประวัติศาสตร์การพบกันระหว่างไทยกับฟิจินั้น ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง นี่คือความสัมพันธ์ที่แทบจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์

จนถึงปี 2026 ไทยและฟิจิพบกันในระดับทีมชาติชุดใหญ่อย่างเป็นทางการเพียง 1 ครั้งเท่านั้น นั่นคือในศึก คิงส์คัพ 2025 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2025 และผลการแข่งขันก็เป็นไปในทิศทางที่ดีสำหรับทีมชาติไทย เราเอาชนะทีมจากหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกนี้ไปได้ 3-0 ชัยชนะในครั้งนี้มีความสำคัญในหลายมิติ เพราะมันเกิดขึ้นก่อนที่ทีมชาติไทยจะลงเล่นในรอบคัดเลือกเอเชียนคัพกับจีนไทเปเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทำให้เกมนี้ทำหน้าที่เป็น “เกมทดสอบมาตรฐาน” (Benchmark) ที่สำคัญ

วิเคราะห์เกมคิงส์คัพ 2025: มากกว่าแค่ชัยชนะ 3-0

แม้จะไม่มีสถิติการแข่งขันที่ละเอียดมากนัก แต่จากภาพรวมของเกมและการวิเคราะห์ในวงการ ชัยชนะ 3-0 ต่อฟิจินั้นมีคุณค่ามากกว่าแค่ตัวเลข

1. การทดสอบต่อสไตล์การเล่นที่แตกต่าง: ฟุตบอลจากสมาพันธ์โอเชียเนีย (OFC) มักมีลักษณะเฉพาะคือความแข็งแกร่งทางกายภาพ ความสูง และการเล่นลูกตั้งเตะนิ่งที่ได้เปรียบ เกมกับฟิจิจึงเป็นโอกาสอันดีที่โค้ชอิชิอิและผู้เล่นไทยจะได้เรียนรู้และปรับตัวต่อสไตล์การเล่นที่เราไม่ค่อยได้พบเจอบ่อยนักในเอเชีย นี่คือประสบการณ์ที่หาได้ยากและมีค่ามากสำหรับการเตรียมทีมสู่การแข่งขันข้ามทวีปในอนาคต

2. การสร้างความมั่นใจและความเข้าใจในระบบ: การเอาชนะทีมจากอีกทวีปหนึ่งด้วยสกอร์ที่ชัดเจน แม้จะเป็นการแข่งขันระดับกระชับมิตร ก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้เล่นและสตาฟฟ์โค้ช มันเป็นการยืนยันว่าการฝึกซ้อมและระบบการเล่นที่ใช้อยู่สามารถทำงานได้ผล แม้จะเจอคู่แข่งที่มีลักษณะเฉพาะตัว

3. การประเมินผู้เล่นในสภาพแวดล้อมใหม่: สำหรับผู้เล่นไทยหลายคน นี่เป็นการพบเจอกับคู่แข่งที่มีสรีระและจังหวะเกมที่แตกต่างออกไป การที่สามารถควบคุมเกมและชนะได้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและความฉลาดในการอ่านเกมของนักเตะไทย

สรุป: “เหนือกว่า” ในปี 2026 หมายความว่าอย่างไร?

เมื่อถามว่าในปี 2026 ไทย “เหนือกว่า” ฟิจิหรือไม่ คำตอบจากข้อมูลที่มีคือ “ใช่ ในแง่ของผลการแข่งขันครั้งล่าสุดเพียงครั้งเดียว” แต่ความหมายของคำว่า “เหนือกว่า” ในกรณีนี้ แตกต่างจากกรณีของจีนไทเปโดยสิ้นเชิง

  1. ความเหนือกว่าที่มาจาก “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ “ประวัติศาสตร์”: เราเหนือกว่าเพราะเราเพิ่งชนะพวกเขา 3-0 ในเกมล่าสุดและเกมเดียวเท่านั้น เราไม่มีประวัติศาสตร์การพบกันที่ยาวนานพอจะบอกได้ว่าสิ่งนี้เป็น “แนวโน้ม” หรือเป็นเพียง “เหตุการณ์เฉพาะหน้า”
  2. ความเหนือกว่าที่ตั้งอยู่บน “ความไม่รู้”: เรายังไม่รู้จักฟิจิดีพอ เรายังไม่รู้ว่าหากพวกเขาส่งทีมชุดเต็มความแข็งแกร่งที่สุดในทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญกว่านี้ พวกเขาจะเล่นได้ดีแค่ไหน เรายังไม่รู้จุดอ่อนที่แท้จริงของพวกเขา นี่ทำให้ความได้เปรียบของเรายังเปราะบางและต้องการการพิสูจน์เพิ่มเติม
  3. ความเหนือกว่าที่ต้องใช้กับการ “ตีความ” อย่างระมัดระวัง: ชัยชนะ 3-0 เป็นสัญญาณที่ดี บ่งบอกถึงศักยภาพขั้นต่ำ (floor) ของทีมชาติไทยที่สามารถจัดการกับทีมจากโอเชียเนียได้ แต่มันไม่ได้การันตีอะไรในอนาคต หากเราพบกันอีกครั้งในศึกสำคัญ เช่น รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก

ดังนั้น ในปี 2026 ไทยอาจจะ “เหนือกว่า” ฟิจิในแง่ของศักยภาพที่แสดงออกมาในสนาม แต่ฟิจิยังคงเป็น “ปริศนา” หรือคู่แข่งที่ “ไม่คุ้นเคย” มากกว่าที่จะเป็นคู่แข่งที่เราเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งเหมือนจีนไทเป ความท้าทายในอนาคตหากพบกันอีกครั้ง จะไม่ใช่แค่การเอาชนะให้ได้อีก แต่คือการทำความเข้าใจและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสไตล์การเล่นที่แปลกใหม่และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

บริบทการพัฒนาของทีมชาติไทยและแนวโน้มในปี 2026

การวิเคราะห์การเผชิญหน้ากับคู่แข่งสองรายนี้จะไม่สมบูรณ์ หากไม่นำมาเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของการพัฒนาทีมชาติไทยในปี 2026

1. อันดับฟีฟ่าและความมั่นคง: การที่ไทยสามารถรักษาอันดับฟีฟ่าไว้ที่ประมาณอันดับ 100 ของโลก (ล่าสุดอันดับ 96) เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสม่ำเสมอในระดับหนึ่ง การชนะจีนไทเปอย่างถล่มทลายช่วยรักษาคะแนนนี้ไว้ได้ ในขณะที่ชัยชนะเหนือฟิจิก็เป็นส่วนหนึ่งในการสะสมคะแนนและประสบการณ์ข้ามทวีป

2. แผนพัฒนาผู้เล่นรุ่นใหม่: การที่โค้ชวัง (ศรีมaka) ของทีมชาติไทยชุดยู-23 ได้รับการต่อสัญญาเพื่อนำทีมลุยศึกเอเชียนเกมส์ สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของแผนพัฒนาผู้เล่นรุ่นใหม่ ผู้เล่นดาวรุ่งหลายคนจากชุดนี้คืออนาคตของทีมชาติชุดใหญ่ และประสบการณ์ในการเผชิญกับคู่แข่งที่หลากหลายจะช่วยหล่อหลอมพวกเขาให้เติบโตขึ้น

3. เป้าหมายใหม่ในปี 2026: เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ (อาเซียนแชมเปียนชิป): หนึ่งในเป้าหมายหลักของทีมชาติไทยในปีนี้คือการแข่งขันอาเซียนแชมเปียนชิป 2026 ซึ่งไทยอยู่ในกลุ่ม บี และจะพบกับลาวในนัดแรกวันที่ 25 กรกฎาคม 2026 การสร้างความได้เปรียบและความมั่นใจจากการชนะจีนไทเปและฟิจิ จะเป็นพื้นฐานทางจิตวิทยาที่สำคัญก่อนก้าวเข้าสู่ศึกสำคัญในภูมิภาคของเราเอง

บทสรุปและคำตอบสุดท้าย: ใครเหนือกว่าในปี 2026?

จากการวิเคราะห์สถิติการพบกันทั้งหมด ควบคู่ไปกับบริบทการพัฒนาของทีมชาติไทยในปัจจุบัน (ปี 2026) เราสามารถสรุปคำตอบได้อย่างชัดเจนดังนี้:

1. ไทย vs จีนไทเป: ไทยเหนือกว่าอย่างชัดเจนและถาวร
ความเหนือกว่าในกรณีนี้เป็นความเหนือกว่าที่มาจาก “ระบบ” และ “คุณภาพ” ที่พัฒนามาอย่างยาวนานและเห็นผลชัดเจนจากประวัติศาสตร์การพบกัน โดยเฉพาะการชนะสองนัดติดในรอบคัดเลือกเอเชียนคัพ 2027 ด้วยสกอร์รวม 9-1 เป็นเครื่องยืนยันขั้นสุดท้ายว่า ช่องว่างระหว่างสองทีมได้ขยายออกไปจนจีนไทเปไม่สามารถตามทันได้แล้วในปี 2026 ความได้เปรียบนี้คาดว่าจะยังคงอยู่และอาจขยายวงออกไปอีกในอนาคต

2. ไทย vs ฟิจิ: ไทยเหนือกว่าในผลลัพธ์ล่าสุด แต่ฟิจิยังเป็นปริศนาที่ต้องศึกษา
ความเหนือกว่าในกรณีนี้เป็นความเหนือกว่าที่มาจาก “ผลการแข่งขันครั้งเดียว” เราเหนือกว่าเพราะเราเพิ่งชนะพวกเขา 3-0 แต่เนื่องจากประวัติการพบกันมีน้อยมาก (เพียง 1 ครั้ง) ฟิจิจึงยังคงเป็นคู่แข่งที่เรา “ไม่คุ้นเคย” และ “ไม่เข้าใจ” อย่างลึกซึ้ง ความได้เปรียบของเราจึงเป็นความได้เปรียบที่ “เปราะบาง” มากกว่า และจำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ด้วยการแข่งขันเพิ่มเติมในอนาคต

สำหรับทีมชาติไทยในปี 2026 บทเรียนจากสองคู่แข่งนี้คือ เราต้อง “รักษาความได้เปรียบที่มีอยู่ต่อจีนไทเปให้มั่นคง” ในขณะเดียวกันก็ต้อง “แสวงหาประสบการณ์การเผชิญหน้ากับคู่แข่งแปลกใหม่อย่างฟิจิให้มากขึ้น” เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการปรับตัวและพร้อมสำหรับการแข่งขันทุกรูปแบบในเวทีระดับนานาชาติ


เกี่ยวกับผู้เขียน: ชัยยะ สมบัติสันต์ เป็นผู้สื่อข่าวกีฬาที่ติดตามรายงานข่าวทีมชาติไทยในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ และเอเชียนคัพ มานานกว่า 10 ปี ปัจจุบันมุ่งมั่นนำเสนอเนื้อหาฟุตบอลไทยที่ลึกซึ้งและรวดเร็วที่สุดสำหรับแฟนบอลชาวไทย


ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข้อมูลลึกทุกมิติของฟุตบอลไทยได้ที่ ThaiFootballs.org

คุณคิดว่าในปี 2026 ทีมชาติไทยควรโฟกัสกับการยกระดับการแข่งขันกับทีมในเอเชียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หรือควรหาประสบการณ์กับทีมจากทวีปอื่นๆ ให้มากขึ้น? แชร์ความเห็นของคุณด้านล่างนี้!

ติดตามบทวิเคราะห์ถัดไป: “ระบบ 4-2-3-1 ของอิชิอิ: กลไกที่พาไทยก้าวข้ามจีนไทเปและพร้อมรับมือทุกสไตล์” เฉพาะที่ ThaiFootballs.org

Trần Thị Thu Hà

Nhà nghiên cứu lịch sử bóng đá Việt Nam, đam mê phục dựng và chia sẻ những câu chuyện về các huyền thoại, đội bóng và sự kiện quan trọng đã làm nên bản sắc bóng đá nước nhà.

สารบัญในหน้านี้

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

บทความล่าสุด