วิเคราะห์การแข่งขันทีมชาติไทย U23 ปะทะทีมชาติอิรัก U23: กลยุทธ์และบทเรียนในปี 2026

30 มกราคม 2026

A close-up shot of a Thai football captain talking intensely to a referee pointing at his watch, dramatic lighting highlighting the tension.

A low-angle shot of five Thai defenders in blue kits standing firm in a line, looking focused and unbeatable against an attacking opponent.

A dramatic shot of a Thai football player in a blue jersey sliding on grass in celebration, under bright stadium lights with Iraqi players in green in the blurred background.

ไทย U23 ยันเสมออิรัก 1-1! วิเคราะห์กลยุทธ์ 5-4-1 และดราม่านกหวีดนาทีสุดท้าย | ทีมชาติไทย U23เสียงนกหวีดเพิ่งจะจบลง… ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุและเต็มไปด้วยความตึงเครียด ณ สนามปรินซ์ ไฟซอล บิน ฟาฮัด สปอร์ตส์ ซิตี้ สเตเดียม ในกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อค่ำคืนวันที่ 11 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ทัพ “ช้างศึก” ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ได้พิสูจน์ให้แฟนบอลทั่วประเทศเห็นแล้วว่า “หัวใจของพวกเขาใหญ่แค่ไหน” ในการลงสนามนัดที่สองของกลุ่ม D ศึกชิงแชมป์เอเชีย (AFC U23 Asian Cup 2026) แม้ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยการเสมอกับทีมชาติอิรักไป 1-1 แต่เรื่องราวเบื้องหลัง 90 นาที (และอีก 4 นาทีที่ถูกพรากไป) นั้นมีรายละเอียดที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียล โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมาตรฐานการตัดสินและหัวใจนักสู้ของเด็กไทยที่วิ่งลืมตายจนวินาทีสุดท้ายสรุปประเด็นสำคัญ: ไทย U23 เสมอ อิรัก 1-1 | ผู้ทำประตู: ชินเงิน ภู่ต้นหยง (85′) | แทคติก: 5-4-1 เน้นโต้กลับ (xG 2.5) | สถานการณ์: ปัจจุบันมี 1 แต้ม รั้งอันดับ 4 ของกลุ่ม แต่ยังมีลุ้นเข้ารอบหากชนะจีนในนัดสุดท้ายเพื่อเก็บ 4 แต้มสรุปภาพรวม: 1 แต้มล้ำค่าที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและเสียงสะท้อนจากแฟนบอลในเกมนัดนี้ ทีมชาติไทย U23 ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชวัง” ชินโชติ ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่หลังจากเสียประตูไปก่อนจากลูกจุดโทษในนาทีที่ 27 แต่อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่ไม่ลดละส่งผลให้ ชินเงิน ภู่ต้นหยง กลายเป็นฮีโร่ซัดประตูตีเสมอได้ในนาทีที่ 85 ท่ามกลางความสะใจของแฟนบอลชาวไทยที่ชมการถ่ายทอดสดอยู่ทั่วประเทศทว่า จุดพีคของเกมกลับอยู่ที่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อผู้ตัดสินเป่านกหวีดจบเกมในนาทีที่ 94 ทั้งที่ความจริงแล้วควรจะมีการทดเวลาถึง 6 นาที และในจังหวะที่ไทยกำลังบุกหนักเพื่อหวังประตูชัย เหตุการณ์นี้สร้างความงงงวยและไม่พอใจให้กับทั้งสนาม โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม Pantip ที่มีแฟนบอลตั้งกระทู้จวกการทำงานของผู้ตัดสินอย่างรุนแรงว่า “แย่มาก” และไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ถึงกระนั้น 1 แต้มที่ได้มาก็ถูกยกย่องว่าเป็น “1 แต้มล้ำค่า” ที่ต่อลมหายใจในการลุ้นเข้ารอบต่อไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ เจาะลึกกลยุทธ์ 5-4-1: แผนรับแล้วโต้ที่เกือบสมบูรณ์แบบกุญแจสำคัญของผลเสมอในครั้งนี้คือ… การกล้าเปลี่ยนมาใช้แผนการเล่น 5-4-1 ของทีมงานสตาฟฟ์โค้ชไทย ซึ่งเป็นการวางหมากเพื่อรับมือกับความแข็งแแกร่งทางสรีระและความเร็วของนักเตะอิรักโดยเฉพาะ หลายคนอาจมองว่าการใช้กองหลัง 5 คนดูเป็นแผนที่เน้นเกมรับจนเกินไป แต่หากดูจากสถิติเชิงลึก จะพบความจริงที่น่าตกใจประสิทธิภาพเหนือกว่าการครองบอลแม้ทีมชาติไทยอาจจะไม่ได้ครองบอลมากกว่าคู่แข่ง แต่ค่า xG (Expected Goals) หรือ “โอกาสที่น่าจะเป็นประตู” ของไทยในแมตช์นี้สูงถึง 2.5 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่า แผน 5-4-1 ของไทยไม่ใช่การ “จอดรถบัส” เพื่อรอรับเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรับอย่างมีวินัยแล้วสวนกลับอย่างเฉียบคม ทุกครั้งที่ไทยได้โต้กลับมักจะจบด้วยการยิงที่มีลุ้นเสมอบทบาทของ Nathan James ในแนวรับในระบบกองหลัง 5 คนนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Nathan James ปราการหลังลูกครึ่งคือเสาหลักที่ทำให้แผนนี้มีประสิทธิภาพ ด้วยการอ่านเกมที่เฉียบขาดและการสั่งการในแผงหลัง ทำให้ลูกโหม่งและการโจมตีด้านข้างของอิรักถูกสกัดกั้นไว้ได้หลายครั้ง แม้ในปัจจุบันข้อมูลภายในสโมสรของเขาจะยังไม่ถูกเปิดเผยมากนักในหน้าสื่อหลัก แต่ผลงานในสนามระดับนานาชาติครั้งนี้ยืนยันได้ดีว่าเขาสามารถยกระดับมาตรฐานฟุตบอลไทยในระดับ U23 ได้จริงวิเคราะห์ฟอร์มรายบุคคล: จากความล้าสู่พลังเฮือกสุดท้ายสิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดในเกมนัดนี้คือสภาพจิตใจของนักเตะไทย แฟนบอลในเพจ TSports7 ต่างคอมเมนต์ชื่นชมว่า “น้องๆ เล่นได้มันส์ สนุก เก่ง สุดยอดเยี่ยม ใจมันได้จริงๆ” ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่เห็นในสนามว่าแม้ในช่วงนาทีที่ 60 นักเตะไทยหลายคนจะเริ่มมีอาการล้าให้เห็น แต่พอเข้าสู่นาทีที่ 80 เป็นต้นไป พวกเขากลับกลับมาวิ่งสู้ฟัดได้อีกครั้งราวกับได้พลังใหม่ ชินเงิน ภู่ต้นหยง: ซูเปอร์ซับผู้จุดประกายความหวัง
การทำประตูในนาทีที่ 85 ของชินเงิน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลูกยิงตีเสมอ แต่มันคือการพิสูจน์ถึง “การวิ่งหาช่อง” และความใจเย็นในเขตอันตราย ทักษะการยิงที่เฉียบขาดในจังหวะสำคัญแบบนี้คือสิ่งที่ฟุตบอลไทยต้องการเสมอมา และลูกนี้เองที่ทำให้เสียงวิจารณ์ก่อนแข่งที่ว่า “ไทยไม่รอดแน่” ต้องเงียบเสียงลง พลังของดาวรุ่งจากไทยลีก
การแข่งขันครั้งนี้แสดงให้เห็นว่านักเตะที่เติบโตมาจากระบบไทยลีก 1 และ 2 เริ่มมีกระดูกที่แข็งแกร่งขึ้น การได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องในลีกอาชีพช่วยให้พวกเขารับแรงกดดันในเกมระดับทวีปได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเคลื่อนที่สอดประสานในจังหวะประตูตีเสมอคือ “ของจริง” ที่สะท้อนถึงการพัฒนาของเยาวชนไทยดราม่าริยาด: เมื่อผู้ตัดสินกลายเป็น “ตัวเอก” ที่ไม่มีใครต้องการประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดหลังจบเกมหนีไม่พ้นการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน โดยมีการระบุว่าผู้ตัดสินมีท่าทีลำเอียงเข้าข้างอิรักอย่างน่าเกลียดตั้งแต่ครึ่งแรกจนถึงครึ่งหลัง แต่จุดที่ทำให้ระเบิดอารมณ์กันทั้งประเทศคือช่วงนาทีที่ 94 ของการทดเวลาบาดเจ็บจังหวะปัญหา: ในขณะที่ไทยกำลังบุกอย่างหนัก ลูกฟุตบอลขลุกขลิกอยู่หน้ากรอบเขตโทษอิรัก นักเตะไทยยิงติดบล็อกครั้งแรก ซ้ำครั้งที่สองติดกองหลัง และในจังหวะที่แถวสองของไทยกำลังจะง้างเท้า “ยิงดาบสาม” ผู้ตัดสินกลับเป่านกหวีดจบเกมทันที ทั้งที่เวลาในนาฬิกายังไม่ถึง 96 นาทีตามที่ควรจะเป็น (ทดเวลา 6 นาที) ความผิดพลาดนี้ไม่เพียงแต่พรากโอกาสชนะของไทยไป แต่ยังลามไปถึงฝั่งอิรักที่มีรายงานว่าพวกเขาเองก็ “รับไม่ได้” กับผลเสมอและเตรียมยื่นฟ้อง FIFA เกี่ยวกับการตัดสินในเกมนี้เช่นกัน โดยมองว่าผลเสมอนี้คือฝันร้ายที่อาจทำให้โค้ชของพวกเขาถูกปลด นี่คือสถานการณ์ที่แปลกประหลาด เมื่อทั้งผู้ชนะ (ในใจ) และผู้แพ้ (ในทางความรู้สึก) ต่างก็ไม่พอใจผู้ตัดสินคนเดียวกันตารางคะแนนกลุ่ม D: สูตรการเข้ารอบที่ชัดเจนภาพรวมการแข่งขัน… สถานการณ์ในกลุ่ม D หลังจบแมตช์ที่สองมีความพลิกผันอย่างมาก จากเดิมที่ไทยถูกมองว่าเป็นทีมนอกสายตา แต่ตอนนี้เรากลับกุมชะตาชีวิตไว้ในมือตัวเองตารางคะแนนล่าสุด (Group D Standings): อันดับทีมแข่งแต้มประตูได้เสีย (+/-)1จีน24+12ออสเตรเลีย2303อิรัก2204ไทย21-1แม้ทีมชาติไทยจะอยู่อันดับสุดท้ายของตารางในขณะนี้ แต่ความน่าตื่นเต้นคือช่องว่างของคะแนนนั้นน้อยมาก ข้อมูลจากเพจ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” ชี้ให้เห็นว่าเงื่อนไขเดียวที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของไทยคือ “ต้องชนะจีน” ในเกมนัดสุดท้าย [^6, ^8]หากไทยสามารถล้มยักษ์อย่างจีนได้ เราจะมี 4 แต้มเท่ากับจีน และด้วยกฎ Head-to-Head หรือประตูได้เสียที่น่าจะเปลี่ยนไป จะส่งผลให้เด็กไทยชุด U23 ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ได้ทันที นี่คือสถานการณ์ที่ “หัวใจจะวาย” แต่ก็เต็มไปด้วยความหวังที่จับต้องได้ บทเรียนและอนาคต: ก้าวต่อไปสู่การพบกับทีมชาติจีนการเสมอกับอิรักได้ในรูปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือผลลัพธ์ของระเบียบวินัย แผนการเล่นที่เหมาะสม และ “ใจ” ที่ไม่ยอมแพ้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ “โค้ชวัง” ต้องเร่งแก้ไขก่อนเจอจีนคือ:การจัดการพละกำลัง: แม้เราจะวิ่งได้ในช่วงท้าย แต่ช่วงนาทีที่ 60-70 ที่อาการล้าเริ่มออกคือจุดอันตรายที่เราเกือบเสียประตูเพิ่มความเฉียบคมในจังหวะสุดท้าย: จากค่า xG 2.5 ที่ได้มาเพียง 1 ประตู หมายความว่าเรายังทิ้งขว้างโอกาสทองไปพอสมควร ซึ่งในเกมนัดชิงดำกับจีน เราอาจจะไม่มีโอกาสมากมายขนาดนี้สมาธิในเกมรับ: การเสียจุดโทษในช่วงครึ่งแรกคือบทเรียนราคาแพงที่ต้องกำชับนักเตะในเขตโทษให้รอบคอบกว่าเดิม นัดต่อไปที่ห้ามพลาด… ทีมชาติไทย U23 จะลงชี้ชะตากับทีมชาติจีน นี่ไม่ใช่แค่เกมฟุตบอล แต่มันคือการพิสูจน์ศักดิ์ศรีของฟุตบอลเยาวชนไทยในระดับทวีปสรุปจากใจ 猜亚·颂巴山:
ผมติดตามฟุตบอลไทยมานาน เห็นทั้งความรุ่งเรืองและทางตัน แต่เกมนี้กับอิรักทำให้ผมรู้สึกได้ถึง “ลมหายใจใหม่” นักเตะชุดนี้มีความเป็นสากลมากขึ้น มีระเบียบวินัย และที่สำคัญคือพวกเขารักที่จะสู้เพื่อแฟนบอลจริงๆ แม้ผู้ตัดสินจะพรากเวลาเราไป 2 นาที แต่เขาพราก “ความภูมิใจ” ไปจากเราไม่ได้คลิกที่นี่เพื่อดูตารางคะแนนแบบละเอียดและไฮไลท์ย้อนหลังของการแข่งขันครั้งนี้ได้ที่เว็บไซต์ของเรา! อย่าลืมร่วมส่งแรงใจเชียร์ช้างศึกตัวน้อยให้สร้างประวัติศาสตร์ในนัดหน้าด้วยนะครับ!เกี่ยวกับผู้เขียน: 猜亚·颂巴山 (Chaiya Sombatsan) เคยเป็นนักข่าวภาคสนามติดตามทีมชาติไทยในการแข่งขันอาเซียนคัพและเอเชียนคัพ มีประสบการณ์รายงานสดไทยลีกกว่า 10 ปี ปัจจุบันมุ่งมั่นนำเสนอข่าวสารฟุตบอลไทยที่รวดเร็วและลึกซึ้งที่สุดสำหรับแฟนบอลชาวไทยหมายเหตุ: ข้อมูลสถิติและการวิเคราะห์อ้างอิงจากแหล่งข่าวฟุตบอลไทยชั้นนำและกระแสสังคมออนไลน์ ณ วันที่ 29 มกราคม 2569

สมศักดิ์ ดีพร้อม

ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์สถิติฟุตบอลไทย เจาะลึกข้อมูลเชิงตัวเลขของผู้เล่นและทีมเพื่อเผยแพร่บทวิเคราะห์ที่แม่นยำและเป็นประโยชน์ต่อแฟนบอลและโค้ช

สารบัญในหน้านี้

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

บทความล่าสุด