คาดการณ์ไทยลีก ฤดูกาล 2567-68: ทีมไหนจะคว้าแชมป์?

3 กุมภาพันธ์ 2026

ใครคือเบอร์หนึ่ง? คาดการณ์ไทยลีก ฤดูกาล 2567-68: เจาะลึก 4 มหาอำนาจกับโค้งสุดท้ายที่ห้ามกระพริบตา | ไทยลีก

ภาพปก: การเผชิญหน้าอันดุเดือดระหว่างสองทีมยักษ์ในสนามฟุตบอลคืนสำคัญแห่งการลุ้นแชมป์ไทยลีก

สรุปสถานการณ์ลุ้นแชมป์ 2567-68: สงคราม 4 เส้าระหว่างเลกสองไทยลีกกำลังดุเดือด! แบงค็อก ยูไนเต็ด เป็นเต็งหนึ่งด้วยโอกาสคว้าแชมป์สูงถึง 70% จากการเป็นจ่าฝูงและเสริมทัพตรงจุด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตามมาติดๆ ด้วยโอกาส 60% แม้จะต้องเผชิญวิกฤตการบาดเจ็บหนักของศุภชัย ใจเด็ด ส่วน การท่าเรือ เอฟซี และ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ต่างมีโอกาสเบียดที่ 60% เช่นกัน หากสามารถรักษาความสม่ำเสมอและจัดการจุดอ่อนภายในทีมได้สำเร็จในโค้งสุดท้าย

เพิ่งสิ้นเสียงนกหวีดจบเลกแรกไปไม่นาน แต่กลิ่นอายความเดือดของไทยลีก ฤดูกาล 2567-68 เลกสองกลับรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ตารางคะแนนล่าสุดกำลังบอกเล่าเรื่องราวของสงคราม 4 เส้า ที่ไม่มีใครยอมใคร: แบงค็อก ยูไนเต็ด (34 คะแนน) ยังคงนำหน้าอย่างหวุดหวิด, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (30 คะแนน) ตามมาติดๆ พร้อมกับความหิวกระหายที่จะกู้บัลลังก์คืน, ขณะที่ การท่าเรือ เอฟซี และ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด (ทีมละ 29 คะแนน) ก็รอจังหวะงัดหมัดเด็ดพลิกสถานการณ์ได้ทุกเมื่อการวิเคราะห์ล่าสุดจากสื่อกีฬาชั้นนำ นี่ไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อชิงถ้วยพระราชทานเท่านั้น แต่คือการทดสอบความลึกของขุมกำลัง, ความเฉียบคมของแท็กติก, และจิตวิญญาณแห่งการเป็นแชมป์ของแต่ละสโมสร ในฐานะผู้สื่อข่าวที่ติดตามทุกย่างก้าวของวงการฟุตบอลไทยมานานนับทศวรรษ ผมขอพาทุกท่านเจาะลึกไปถึงแก่นของสงครามแชมป์ครั้งนี้ พร้อมวิเคราะห์โอกาสและจุดอ่อนของทั้ง 4 ทีมอย่างละเอียดยิบ เพื่อตอบคำถามที่ทุกคนอยากรู้: ทีมไหนจะคว้าแชมป์ไทยลีก ฤดูกาล 2567-68 นี้?

แบงค็อก ยูไนเต็ด: “โชคช่วยหรือฝีมือ?” การพิสูจน์ตัวตนของโค้ชแบนในโค้งสุดท้าย

ต้องยอมรับว่า “แข้งเทพ” กำลังอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบที่สุด ด้วยการเป็นจ่าฝูงและมีคะแนนนำ 4 แต้ม ทว่าคำถามจากแฟนบอลในโลกออนไลน์อย่าง Pantip ก็ดังไม่หยุด: “โค้ชแบน ธชตวัน ศรีปาน คุมทีมเก่งจริงหรือแค่มีดวง?”คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะหากมองจากผลงานในอดีต ธชตวันคือกุนซือที่พิสูจน์แล้วว่าเขารู้วิธีคว้าแชมป์ไทยลีก จากการพา เมืองทอง ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ในปี 2016 และบารมีของเขาก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมแข้งเทพคว้าแชมป์ไทยแลนด์ แชมป์เปียนส์คัพ และช้าง เอฟเอ คัพ ไปเมื่อฤดูกาลที่แล้วตามที่สื่อกีฬารายงาน

หมากล้อมที่เสริมทัพได้ตรงจุด: วีระเทพ ป้อมพันธ์ และ อดิศักดิ์ ไกรษร

ความได้เปรียบที่ชัดเจนของแบงค็อกในเลกสองคือการเสริมทัพที่ตรงจุดและทรงพลัง การได้ วีระเทพ ป้อมพันธ์ มาเสริมแกร่งในแนวกลางสนามคือการลงหมากที่เฉียบขาด วีระเทพไม่ใช่แค่ผู้เล่นที่มีประสบการณ์ในไทยลีกเท่านั้น แต่เขาคือตัวเชื่อมสำคัญที่สามารถเปลี่ยนจังหวะเกมจากรับเป็นรุกได้ในพริบตา ช่วยคลายภาระการสร้างเกมให้กับ มะห์มู๊ด ไอด์ (6 ประตู, 6 แอสซิสต์) ผู้เป็นเพลย์เมเกอร์หลักของทีม ส่วนการดึง อดิศักดิ์ ไกรษร นักเตะเลือดไทยแท้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในลีกญี่ปุ่นกลับมา ก็เป็นการเพิ่มทางเลือกและความลึกให้กับแนวรุก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องสับเปลี่ยนผู้เล่นเนื่องจากโปรแกรมที่ชุกชุม

จุดอ่อนที่ต้องจับตา: โปรแกรมถี่ยิบและทรัพยากรที่เลยจุดพีค?

แม้จะมีโอกาสคว้าแชมป์สูงถึง 70% ตามการวิเคราะห์ของกูรู แต่เส้นทางของแข้งเทพก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โปรแกรมการแข่งขันที่หนาแน่น ทั้งในไทยลีก, เอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก, และถ้วยในประเทศ อาจส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจของนักเตะได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แฟนบอลบางส่วนใน Pantip เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า “ทรัพยากรภายในทีมเริ่มเลยจุดพีค” และระบบการเล่นอาจ “ตัน” เมื่อคู่แข่งจับทางได้ เห็นได้ชัดจากเกมที่บุกแพ้โจฮอร์ ดารุล ตะซิม (JDT) 0-4 ในเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเปราะบางเมื่อต้องเผชิญกับทีมระดับท็อปของเอเชีย

นอกจากนี้ การพึ่งพาผลงานของ มุห์เซ็น อัล-กัสซานี (15 ประตู)ตามสถิติจากแหล่งข้อมูลหลายแห่ง ในแนวรุกก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องกังวล หากดาวยิงชาวโอมานคนนี้เกิดบาดเจ็บหรือฟอร์มตก จะมีใครลุกขึ้นมาทำประตูแทนได้ทันหรือไม่? นี่คือคำถามที่โค้ชแบนต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนที่จะถึงนาทีชี้ชะตา

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด: ปราสาทสายฟ้าในยุคเปลี่ยนผ่าน และวิกฤตที่ชื่อ “ศุภชัย ใจเด็ด”

นักเตะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดในชุดแดง กำลังครองบอลและมองหาช่องส่งในแดนกลาง สื่อถึงสไตล์การเล่นบอลสั้นแบบใหม่

หากถามถึงทีมที่มีความหิวกระหายที่สุดในลีก คงไม่มีใครเกินหน้า “ปราสาทสายฟ้า” แชมป์เก่าที่ต้องการกู้บัลลังก์คืนให้ได้ในฤดูกาลนี้ ภายใต้การคุมทีมของ ออสมาร์ ลอสส์ กุนซือชาวอาร์เจนตินาที่พยายามล้างภาพลักษณ์การเล่น “บอลโยนยาว” ของบุรีรัมย์ในอดีต เขากล่าวหลังเกมชนะสุโขทัย 2-0 ว่า “เราพยายามที่จะเล่นต่อบอลกันสั้น ๆ เล่นกันเป็นทีม ซึ่งผลมันก็ออกมาดี ทั้งเกมรุก และเกมรับ หากถ้าเราเล่นบอลโยนยาวผลการแข่งขันมันอาจจะออกมาไม่ดี”ตามที่เว็บไซต์สโมสรรายงาน

การเปลี่ยน DNA: โอกาสทองหรือหลุมพราง?

ความพยายามเปลี่ยนสไตล์การเล่นมาเป็นบอลสั้นและครองเกมนี้คือความท้าทายครั้งใหญ่ของบุรีรัมย์ ในแง่หนึ่งมันทำให้ทีมดูมีระเบียบและควบคุมเกมได้มากขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็เปิดช่องให้คู่แข่งจับทางได้ง่ายขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเจอทีมที่ตั้งรับต่ำและแน่นหนา แฟนบอลใน Pantip บางส่วนเริ่มมีเสียงวิจารณ์ว่าระบบนี้อาจ “ตัน” และขาดความหลากหลาย จุดอ่อนนี้เห็นชัดเมื่อ ธีราทร บุญมาทัน กัปตันทีมและหัวหอกสำคัญในการสร้างเกม ถูกประกบติดจากคู่แข่ง ทีมก็มักจะสร้างสรรค์เกมรุกได้ยากและได้ผลการแข่งขันที่ไม่เป็นดังหวังตามที่เว็บไซต์สโมสรรายงาน

ฟันเฟืองสำคัญที่หัก: บาดแผลร้ายแรงของศุภชัย ใจเด็ด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่หนักหน่วงที่สุดของบุรีรัมย์ในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องแท็กติก แต่คือ การบาดเจ็บหนักของ ศุภชัย ใจเด็ด นักเตะดาวรุ่งเลือดไทยที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 900,000 ยูโรตามข้อมูลจาก Transfermarkt การที่ศุภชัยต้องขาดทีมไปด้วยอาการ “Cruciate ligament tear” (เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีก) นั้นไม่ใช่แค่การสูญเสียตัวทำประตู (เขาทำไป 15 ประตูในฤดูกาลที่แล้ว) แต่คือการสูญเสีย “หน้าเป้า” และตัวเลือกสำคัญในแนวรุกตามข้อมูลจาก Transfermarkt

ผลกระทบนี้ส่งตรงไปถึง กิลแญร์เม่ บิสโซลี ดาวยิงเจ้าของสถิติทำประตูสูงสุดลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว (25 ประตู)ตามสถิติจาก FotMobและ Tribuna บิสโซลีจะต้องแบกรับความรับผิดชอบในการทำประตูทั้งหมดเกือบคนเดียว และอาจถูกประกบจากกองหลังคู่แข่งอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น โดยขาดคู่หูที่เข้าใจกันดีอย่างศุภชัยมาช่วยแบ่งเบาภาระ นี่คือจุดเปราะบางที่อาจทำให้โอกาสแชมป์ 60% ของบุรีรัมย์สั่นคลอนได้ หากพวกเขาไม่สามารถหาตัวเลือกในแนวรุกที่ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่าได้ทันเวลา

การท่าเรือ เอฟซี & บีจี ปทุม ยูไนเต็ด: ม้ามืดสองขวัญใจที่พร้อมก่อการปฏิวัติ

นักเตะการท่าเรือ เอฟซีในชุดสีส้ม-น้ำเงิน กำลังส่งบอลข้ามจากเส้นข้างอย่างแม่นยำเข้าสู่กรอบเขตโทษ สื่อถึงจุดแข็งในการสร้างโอกาสจากริมเส้น

ในสงคราม 4 เส้าครั้งนี้ อย่ามองข้ามพลังของสองทีมอันดับ 3 และ 4 ที่มีคะแนนเท่ากัน เพราะทั้ง “สิงห์เจ้าท่า” และ “กระต่ายแก้ว” ต่างมีอาวุธลับและศักยภาพเพียงพอที่จะพลิกเกมลิขิตแชมป์ได้ในนาทีสุดท้าย

การท่าเรือ: บารมีโค้ชโอ่ง กับมหัศจรรย์ริมเส้นจาก “เควิน ดีรมรัมย์”

การได้ รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค หรือ “โค้ชโอ่ง” กลับมาคุมทีมอีกครั้ง ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาดของสโมสร การวิเคราะห์ชี้ว่า รังสรรค์คือเฮดโค้ชที่ “เปี่ยมไปด้วยบารมี” และสามารถควบคุมบรรดาแข้งดาวดังในทีมได้อย่างอยู่หมัด ซึ่งเป็นสิ่งที่การท่าเรือต้องการมากในยุคที่ห้องแต่งตัวเต็มไปด้วยตัวละครใหญ่

แต่สิ่งที่ทำให้การท่าเรือเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อแชมป์ อาจไม่ใช่ชื่อเสียงของโค้ชเท่านั้น แต่คือ “เควิน ดีรมรัมย์” แบ็กขวาผู้เป็นปราการริมเส้นและเป็นจอมส่งบอลชั้นยอดของลีก ข้อมูลสถิติจากฤดูกาลที่แล้วยืนยันว่า เควินคือผู้นำแอสซิสต์ของลีกด้วยจำนวน 11 ครั้งตามสถิติจาก FotMobและ Transfermarkt การส่งบอลที่แม่นยำจากเส้นข้างของเขา คือแหล่งสร้างโอกาสทำประตูหลักของทีม และเป็นกลไกที่ทำให้การท่าเรือสามารถยืนหยัดอยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์ได้แม้ในวันที่ฟอร์มโดยรวมอาจไม่สุด

ความท้าทายของสิงห์เจ้าท่าคือ ความไม่ต่อเนื่อง ทั้งในด้านผลงานและความมั่นคงของผู้จัดการทีม การเปลี่ยนเฮดโค้ชบ่อยครั้งอาจทำให้นักเตะสับสนกับแท็กติกและไปไม่ถึงเป้าหมายสุดท้าย หากรังสรรค์สามารถสร้างความมั่นใจและความสม่ำเสมอให้กับทีมได้ในเลกที่สอง โอกาส 60% ที่จะคว้าแชมป์ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

บีจี ปทุม: ความเป็นมืออาชีพของ “เทกุ” กับการจัดการ Star Power

ด้าน บีจี ปทุม ยูไนเต็ด กำลังอยู่ในกระบวนการปรับตัวภายใต้การนำของ มาโกโตะ เทกูระโมริ กุนซือชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงในด้านความละเอียดรอบคอบและความเป็นมืออาชีพ การวิเคราะห์ชี้ว่าการได้เทกุมาคุมทีม “น่าจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นแน่” เพราะศักยภาพของสโมสรมีครบถ้วนทั้งผู้เล่นชั้นนำ, การจัดการที่ล้ำสมัย, และความพร้อมในทุกด้าน

ฤดูการเสริมทัพที่ผ่านมายืนยันความมุ่งมั่นของสโมสร เมื่อพวกเขาจ่ายเงินสูงถึง 1.70 ล้านยูโร เพื่อดึงนักเตะคุณภาพเข้ามาเสริมทัพ ซึ่งเป็นมูลค่ารวมของตลาดผู้เล่นใหม่ที่เข้ามาสูงถึง 7.33 ล้านยูโรตามข้อมูลจาก Transfermarkt นี่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะคว้าแชมป์ให้ได้

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของเทกุคือการจัดการ “Star Power” หรือนักเตะดาวดังที่มีอยู่ในทีมแทบทุกตำแหน่ง การจัดตัวผู้เล่นและสร้างความสมดุลระหว่างบุคคลิกที่แข็งแกร่งเป็นงานที่ไม่ง่าย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้าตัวหลักของทีมกำลังบาดเจ็บ ภาระในการทำประตูและสร้างสรรค์เกมจึงตกอยู่ที่บ่าของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ เป็นหลัก หากเทกุสามารถทำให้ดาวดังทุกดวงในทีมเล่นเป็นหนึ่งเดียวกันได้ และหาทางแก้ไขปัญหาการทำประตูในวันที่ธีรศิลป์ขาดทีม โอกาส 60% ของกระต่ายแก้วก็จะเพิ่มสูงขึ้นทันที

มากกว่าแค่ฟุตบอล: บริบททางวัฒนธรรมและอนาคตของฟุตบอลไทย

การลุ้นแชมป์ไทยลีกในฤดูกาลนี้เกิดขึ้นในบรรยากาศที่วงการฟุตบอลไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เพิ่งมีเคลื่อนไหวสำคัญด้วยการปลด “อิชิอิ” มาไซะ อดีตโค้ชทีมชาติไทย และแต่งตั้ง แอนโธนี ฮัตสัน เข้ามาคุมทัพช้างศึกแทนตามรายงานข่าวจากไทยรัฐ การเปลี่ยนแปลงในระดับทีมชาติย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้างถึงจิตใจและโมเมนตัมของนักเตะในลีกท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้เล่นที่หวังจะได้สวมเสื้อทีมชาติ

นอกจากนี้ วัฒนธรรมการเชียร์อันเป็นเอกลักษณ์ของแฟนบอลไทยในแต่ละภูมิภาคก็เป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนความเข้มข้นของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นกองเชียร์อันเกรียงไกรของบุรีรัมย์ที่เติมเต็มสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต, แฟนบอลแบงค็อกที่พร้อมส่งเสียงเชียร์ในทุกสนามเหย้า-เยือน, หรือกองทัพสิงห์เจ้าท่าที่มีสีสันไม่แพ้ใคร พลังเหล่านี้คือหัวใจที่ทำให้ไทยลีกมีชีวิตชีวาและแตกต่างจากลีกอื่นใด

และในระหว่างสงครามแชมป์ของทีมใหญ่ เราก็ไม่ควรลืมที่จะจับตาดู ดาวรุ่งจากทีมชาติชุด U17, U19, และ U20ที่เรามักพูดถึงในบทวิเคราะห์แนวโน้ม ที่กำลังค่อยๆ แทรกตัวขึ้นมาในทีมใหญ่บ้างแล้ว นี่คืออนาคตของฟุตบอลไทย การที่สโมสรในไทยลีกให้โอกาสและพื้นที่ในการเติบโตกับเยาวชนเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความลึกให้กับขุมกำลังเท่านั้น แต่ยังเป็นการปูทางสู่ความยั่งยืนของวงการฟุตบอลไทยทั้งระบบ

4 จตุรเทพไทยลีก: วัดขุมกำลังโค้งสุดท้าย

ทีมคะแนนปัจจุบันคีย์แมนโอกาสคว้าแชมป์ (%)
แบงค็อก ยูไนเต็ด34มุห์เซ็น อัล-กัสซานี (ดาวยิง), มะห์มู๊ด ไอด์ (เพลย์เมเกอร์)70%
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด30กิลแญร์เม่ บิสโซลี (ดาวยิง), ธีราทร บุญมาทัน (กัปตัน)60%
การท่าเรือ เอฟซี29เควิน ดีรมรัมย์ (จอมส่งบอล), รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค (เฮดโค้ช)60%
บีจี ปทุม ยูไนเต็ด29ชนาธิป สรงกระสินธ์ (เพลย์เมเกอร์), มาโกโตะ เทกูระโมริ (เฮดโค้ช)60%

บทสรุปและคำทำนาย: ความสม่ำเสมอคือกุญแจสู่บัลลังก์

เมื่อวิเคราะห์จากทุกปัจจัย ทั้งความลึกของทีม, ความสามารถของกุนซือ, โปรแกรมการแข่งขัน, และสถานะผู้เล่นบาดเจ็บ ผมในฐานะ “เสียงแห่งฟุตบอลไทย” คนหนึ่ง ขอฟันธงทำนายสำหรับการลุ้นแชมป์ไทยลีก ฤดูกาล 2567-68 ไว้ดังนี้

แบงค็อก ยูไนเต็ด ยังคงเป็นทีมที่มีโอกาสสูงที่สุด เนื่องจากมีคะแนนนำ, มีการเสริมทัพที่ตรงจุด, และมีกุนซือที่ผ่านประสบการณ์การคว้าแชมป์มาแล้ว แต่ โปรแกรมที่หนาแน่นและความกดดันในการเป็นจ่าฝูงอาจทำให้พวกเขาสะดุดในนาทีสำคัญได้ หากขาดการจัดการผู้เล่นที่เหมาะสม

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คือทีมที่อันตรายที่สุดหากพวกเขาผ่านจุดวิกฤตของการบาดเจ็บของศุภชัยไปได้ และสามารถปรับตัวเข้ากับระบบบอลสั้นของออสมาร์ ลอสส์ ได้อย่างสมบูรณ์ ความหิวกระหายและประสบการณ์การเป็นแชมป์คืออาวุธชั้นดีของพวกเขา

การท่าเรือ เอฟซี และ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด คือตัวแปรสำคัญที่สามารถพลิกผันการแข่งขันได้ทั้งคู่ การท่าเรือมีอาวุธลับริมเส้นอย่างเควิน ดีรมรัมย์ และบารมีของโค้ชโอ่ง ส่วนบีจีมีทรัพยากรที่สมบูรณ์แบบและความเป็นมืออาชีพของเทกุ ทั้งสองทีมมีศักยภาพคว้าแชมป์ได้ หากสามารถรักษาความสม่ำเสมอและเก็บคะแนนจากทีมเล็ก-กลางให้ได้มากที่สุด

ในท้ายที่สุด “ความสม่ำเสมอ” จะเป็นกุญแจสำคัญ ทีมที่สามารถทำผลงานได้คงที่ เก็บคะแนนจากทีมระดับล่างได้ครบถ้วน และไม่สะดุดในเกมดาร์บี้หรือนัดสำคัญ จะเป็นผู้ก้าวขึ้นไปคว้าถ้วยพระราชทานในฤดูกาลนี้


คุณล่ะคิดว่าใครจะเป็นแชมป์? โหวตและแสดงความคิดเห็นของคุณได้ที่หน้าแฟนเพจของเรา และอย่าลืมติดตามโปรแกรมการแข่งขันนัดสำคัญในโค้งสุดท้ายของไทยลีก ฤดูกาล 2567-68 ได้ที่นี่ >> คลิกเพื่อดูตารางแข่งขันทั้งหมด


เกี่ยวกับผู้เขียน: 猜亚·颂巴山 (Chaiya Sombatsan) เป็นผู้สื่อข่าวกีฬาที่มีประสบการณ์ติดตามรายงานข่าวฟุตบอลไทยลีกและทีมชาติไทยมากว่า 10 ปี เคยเดินทางร่วมกับทัพช้างศึกในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียนคัพ ปัจจุบันมุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาฟุตบอลไทยที่รวดเร็วและลึกซึ้งที่สุดสำหรับแฟนบอลชาวไทย

Trần Thị Thu Hà

Nhà nghiên cứu lịch sử bóng đá Việt Nam, đam mê phục dựng và chia sẻ những câu chuyện về các huyền thoại, đội bóng và sự kiện quan trọng đã làm nên bản sắc bóng đá nước nhà.

สารบัญในหน้านี้

Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

บทความล่าสุด